dot

dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
dot

dot
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 2 คน
dot


ฟัง F.M. 103.25 MHz.
ชมทีวีช่องหลวงตา
ฟังวิทยุออนไลน์ วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
ขอเชิญสมัครสมาชิกอุปถัมภ์สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม face book วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม twitter วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน


พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๑

พระมโหสถ

 

 พระมโหสถบัณฑิต ปัญญามีอยู่กับใคร ผู้นั้นย่อมจะเอาตัวรอดได้ในทุกกรณี และเป็นเครื่องส่งเสริมตัวเองให้เด่นกลายเป็นอัจฉริยะไป แต่ถ้าเอาไปใช้ในทางชั่ว ปัญญานั้นจะกลายเป็นดาบที่เชือดเฉือนตัวเองไป เพราะฉะนั้นปํญญาจึงมีลักษณะเป็นดาบสองคมที่จะให้ได้ดีก็ได้ ถ้าจะให้ชั่วก็ใช้ในทางชั่ว นี่เเหละคือคติของปัญญา โปรดอ่านเรื่องปัญญาสืบต่อไป

ในกาลที่ล่วงมาแล้วนมนาน พระเจ้าวิเทหะได้เสวยราชสมบัติในเมืองมิถิลา ท้าวเธอมีบัณฑิตประจำสำนักถึง 4 คน มีนามว่า เสนกะ ปุกกุสะ กามินทะ และเทวินทะ

วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงพระสุบินว่า ในที่มุมละของพระลาน มีกองไฟลุกขึ้นรุ่งโรจน์โชตนาการอยู่มุมละกองและตรงกลางพระลานมีกองไฟเล็กนิดเดียวค่อย ๆ โตขึ้น ๆ จนใหญ่กว่ากองไฟทั้งสี่นั้น และสว่างจ้าไปหมดทั้งบริเวณสามารถจะมองเห็นแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ได้ ประชาชนพากันเอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชากองไฟนั้น และเที่ยวเดินไปมาอยู่ระหว่างกองไฟนั้น โดยไม่รู้สึกว่าจะร้อนเลย ส่วนพระองค์นั้นในพระสุบินว่ากลัวเสียเหลือเกิน จนกระทั่งตกพระทัยตื่น เมื่อทรงลุกจากแท่นบรรทมก็ยังทรงนึกอยู่
“น่ากลัว จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเราและราชอาณาจักรเป็นประการใดบ้าง”
จนกระทั่งถึงเวลาเสด็จออกขุนนาง ทรงประพาราชกิจเรียบร้อยแล้ว จึงตรัสกับบัณฑิตประจำราชสำนักทั้ง 4 คนว่า
“ท่านอาจารย์ เมื่อคืนข้าพเจ้าได้ฝันไม่ค่อยดีเลย” “พระองค์พระสุบินอย่างไรพระเจ้าค่ะ” ท่านนักปราชญ์ทั้ง 4 คน ถามขึ้นพร้อมกัน
“ข้าพเจ้าฝันว่า มีกองเพลิงอยู่ 4 กอง ในมุมพระลานมุมละกอง มีกองไฟเล็กนิดเดียวอยู่ตรงกลาง และกองไฟนั้นใหญ่ขึ้น ๆ ส่งแสงสว่างไปทั่วจักรวาล พวกประชาชนพลเมืองพากันวิ่งอยู่ในกองไฟนั้นโดยไม่รู้สึกร้อนเลย ข้าพเจ้าเองกลัวจนเหงื่อแตกไปหมด ท่านอาจารย์ลองพิจารณาดูทีหรือว่าจะเป็นอย่างไร จะมีอันตรายกับตัวเราหรืออาณาจักรบ้างหรือไม่”


อาจารย์ทั้ง 4 นั่งคิดอยู่ครู่แล้วหันหน้าเข้าปรึกษากันชั่ว ครู่เสนกะก็หันมากราบทูลจอมวิเทหะรัฐว่า
“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า สุบินเป็นนิมิตที่ดีจะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ เลย ทั้งพระองค์และพระอาณาจักรพระเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นมันหมายถึงอะไรกันล่ะ ท่านอาจารย์” ทรงชักต่อ
“พระสุบินของพระองค์ขอกเหตุสังหรณ์ที่ดีว่า ต่อไปจะมีคนดีเกิดขึ้นในราชอาณาจักรของพระองค์ ข้อที่พระองค์ทรงสุบินว่ามีกองไฟ 4 กองนั้น ได้แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง 4 คนนี้เอง และที่ว่ากองไฟเล็กเกิดขึ้นท่ามกลางนั้น คือจะมีบัณฑิตเกิดขึ้นในแว่นแคว้นของพระองค์ และบัณฑิตนั้นจะมีปัญญาแก้ไขความเดือนร้อนแก่ประชากรทุกถ้วนหน้า จะมีวาสนาบารมีสติปัญญารุ่งโรจน์กว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าอีกเหลือล้นพ้นประมาณพระเจ้าค่ะ”

“เออ....ถ้ายังนั้น เวลานี้บัณฑิตนั้นอยู่ที่ใดเล่า”
“ขอเดชะ อาญาไม่พ้นเกล้า ขณะนี้ถ้าบัณฑิตนั้นไม่ออกจากครรภ์ก็ต้องจุติเข้าสู่ครรภ์มารดาแน่นอน พระเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะท่านอาจารรย์ ข้าพระเจ้าจะให้เขาสืบดูว่าบัณฑิตผู้นั้นเกิดหรือยัง ถ้าเมื่อเกิดแล้ว จะใด้นำตัวเข้ามาบำรุงเลี้ยงไว้ในพระราชวัง”

ปฐมวัย กาลล่วงผ่านไป 10 เดือน มโหสถบัณฑิตคลอดจากครรภ์มารดา ในบ้านทางทิศตะวันออกของเมืองมิถิลา ในเวลาคลอดมือถือแท่งยาออกมาแท่งหนึ่ง เศรษฐีผู้เป็นบิดาปวดศรีษะมาถึง 7 ปี ใช้ยานี้รักษาก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเลย

ประชาชนทราบข่าวก็พากันมาขอยาวิเศษเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่เหมือนน้ำในสระโกสินารายณ์ เพราะมียารักษาประชาชนนี่เอง เวลาตั้งชื่อจึงได้ขนานนามว่า มโหสถ เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้ให้สืบถามว่ามีเด็กที่เกิดในวันเดียวกับมโหสถมีบ้างไหม ก็ได้ตั้งพันหมู่บ้านนั้น เศษฐีศิริวัฒกะผู้บิดาก็ให้อุปถัมภ์เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้นเป็นอันดีเพื่อเอาไว้เป็นเพื่อนเล่นของเจ้ามโหสถ จัดหานางนมให้กุมารทั้งพันเหล่านั้น นับตั้งแต่นั้นมา เจ้ามโหสถก็ได้เพื่อนเล่นที่รุ่นราวคราวเดียวกันถึงพันคน เวลาก็ล่วงมาถึง 7 ปี

 

สร้างศาลา

เมื่อเจ้ามโหสถมีอายุได้ 7 ปี ได้พาเพื่อนออกเล่นอยู่ในลานที่เล่นของเด็ก ๆ ได้เกิดเห็นความไม่สะดวกนานาประการ ขณะกำลังเล่นกันอยู่เกิดฝนตก เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งหนีฝนไปเข้าร่มไม้ชายคา เด็กนับพันก็ชนกันหกล้มลุกแข้งขาถลอกปอกเปิก หัวโน หน้าตาฟกช้ำดำเขียว แต่สำหรับเจ้ามโหสถอาศัยที่กำลังดีกว่าเด็กเหล่านั้น ก็วิ่งเข้าหลบฝนได้เสมอ โดยไม่ต้องไปชนกับใครถึงต้องบาดเจ็บ
ถ้าสร้างศาลาเป็นที่พักสำหรับพวกเด็กเหล่านี้เห็นจะดีเป็นแน่ จึงประกาศให้เด็กเหล่านั้นทุก ๆ คนนำทรัพย์มาให้เขาคนละ 4 บาท เขาจะจ้างช่างมาทำศาลาสำหรับเป็นที่พักในสนามเล่น ครั้นพวกเด็กนำเงินมาให้แล้ว ได้เงินทั้งหมด 4.000 บาทเศษ ก็ไปจัดช่างมาเพื่อจะให้สร้าง

นายช่างรับสร้างแล้วก็เริ่มปรับพื้นให้เรียบ แล้วจึงขึงเชือกเพื่อจะกะผัง เจ้ามโหสถเองต้องเป็นคนบัญชาการงานเพราะไม่พอใจช่าง และยังแถมกำชับนายช่างให้ทำเป็นห้องใน ห้อง ห้องสำหรับคลอดลูกของคนยากคนจน 1 ห้อง สำหรับสมณพราหมณ์มาพัก 1 ห้อง สำหรับคนเดินทางที่ผ่านไปมา 1 ห้อง สำหรับพ่อค้าซึ่งมีที่สำหรับเก็บสินค้า 1 ห้อง และให้มีที่ทารกพันคนจะพักเวลาร้อนจัดหรือฝนตก นายช่างก็ทำตามความประสงค์ เมื่อศาลาสำเร็จก็ให้ช่างเขียน ๆ จิตรกรรมในศาลาอย่างงดงาม มิใช่แต่จะสร้างศาลาเท่านั้น เพราะบริเวณที่เล่นยังอยู่อีกกว้างขวาง เห็นว่าคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากระหายหิวเพราะความร้อน จึงขุดสระปลูกปทุมชาติต่างชนิดในสระนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเจ้ามโหสถเป็นผู้บัญชาการทั้งสิ้น

คำโบราณที่ว่า “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง” อันเป็นเครื่องแสดงว่าไม่ดี เพราะเด็ก ๆ ก็จะเอาแต่เล่น ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนคนหัวล้านเล่ามักจะใจไม่ค่อยใหญ่ ส่วนมากมักจะพอกับผมบนหัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นจะทำการใหญ่ต้องหนักแน่นอย่าเอาแต่อารมณ์ มิฉะนั้นบ้านก็ต้องค้าง เมืองก็จะคงหาสำเร็จไม่ได้

แต่เจ้ามโหสถกลับทำลายคำโบราณนี้ไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเขาบัญชางานเองจนสำเร็จทุกอย่างทุกประการ นับแต่นั้นมาเด็ก ๆ ก็ไม่ต้องหกล้มหกลุกเพราะวิ่งหนีฝนและผู้คนที่ผ่านไปมาก็ได้อาศัยที่ศาลาของเจ้ามโหสถ ได้อาศัยอาบกินน้ำใสในสระก็เลยสรรเสริญเจ้ามโหสถ พร้อมกับให้ศิลให้พร

“ลูกท่านเศรษฐีดีจริง ให้ความสุขแก่คนทั้งปวง ขอให้มีความสุขความเจริญเถิด” และมิใช่แต่เท่านั้น เจ้ามโหสถอายุเพียง 7 ขวบ แต่ก็สามารถวินิจฉัยข้อต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดพลาดให้เสียความยุติธรรม ศาลาหลังนั้นก็กลายเป็นศาลของประชาชนไปโดยปริยาย มีเจ้ามโหสถเป็นผู้พิพากษา กิตติศัพท์อันนี้ก็เลื่องลือในไปที่ต่าง ๆ


เมื่อล่วง 7 ปีไป พระเจ้าวิเทหะทรงคิดได้ถึงสุบินนิมิตของพระองค์ และคำพยากรณ์ของนักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้ง 4 ท่าน ก็ได้ทรงส่งคนออกไปตรวจดูทั้ง 4 ทิศ ว่าจะมีผู้ใดมีลักษณะที่จะเป็นบัณฑิตตามนิมิตของพระองค์ได้ อำมาตย์ 4 คน ถูกใช้ให้ไปตรวจดูทั้ง 4 ทิศ ของเมืองต่างคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศ คนหนึ่งไปทิศเหนือ คนหนึ่งทิศตะวันออก คนหนึ่งไปทิศตะวันตก และอีกคนหนึ่งไปทิศใต้
คนไปทางอื่นนอกจากทิศตะวันออก ไม่พบอะไรที่เป็น เครื่องส่อให้เห็นว่าจะมีนักปราชญ์เกิดขึ้นเลย ส่วนคนที่อื่นนอกจากทิศตะวันออก เมื่อเข้าไปถึงหมู่บ้านของศิริวัฒกะเศรษฐีผู้เป็นบิดาของเจ้ามโหสถ ได้เห็นศาลาและสระที่เจ้ามโหสถทำไว้ ตลอดจนได้ฟังกิตติศัพท์ของเจ้ามโหสถ ก็นำสิ่งที่ตนได้เห็นและฟังไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช ซึ่งพระองค์ก็เห็นว่าคงเป็นนักปราชญ์แน่แล้ว แต่เมื่อตรัสถามเสนกะก็กลับได้รับคำตอบว่า

“ขอเดชะ อย่าเพิ่งด่วนลงพระทัยก่อน เพราะการสร้างศาลาเท่านั้นจะจัดว่าเป็นนักปราชญ์ไม่ได้”

ทั้งนี้เพราะมิใช่อะไร เพราะเสนกะเกรงว่าลาภยศที่ตนได้นั้นลดน้อยลงไป หรืออาจจะต่อไม่ได้เลยเพราะปราชญ์คนใหม่เข้ามาแทนที่ตน “ขอเดชะ ให้พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปอีกหน่อย เพราะช้า ๆได้พร้าสองเล่มงามพระเจ้าค่ะ”

เรื่องก็เป็นอันหมดลง พระเจ้าวิเทหะยังไม่ทรงรับเจ้ามโหสถมา แต่ก็ได้ส่งคนออกไปสังเกตการณ์ใกล้ชิด..

 

 เรื่องเนี้อ

วันหนึ่งเจ้ามโหสถกำลังเล่นอยู่ในสนามกับเด็ก ๆ ด้วยกัน เผอิญเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบชิ้นเนื้อที่เขาวางไว้ที่เขียงแล้วบินผ่านมา ด้วยความคะนองเด็ก ๆ ก็อยากได้เนื้อนั้น แม้ว่าจะทำอะไไม่ได้ ก็พากันโห่ร้องวิ่งตามเหยี่ยวหกล้มหกลุกไปตาม ๆ กันได้แผลแต่ไม่ได้เนื้อ ได้แต่ความฟกช้ำดำดำเขียว หัวโน แขนเคล็ดไปตาม ๆ กัน เจ้ามโหสถจึงได้ไล่เหยี่ยวไปด้วยกำลังเร็ว และตวาดเสียงดัง เหยี่ยวตกใจก็เลยปล่อยชิ้นเนื้อลงมา เด็ก ๆ พากันชอบใจ ราชบุรุษก็เอาความเป็นไป ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช ได้ถูกเสนกะคัดค้านอย่างเดิมอีก จึงได้ให้ราชบุรุษสะกดรอยคอยดูเหตุการณ์ต่อไป

 

เรื่องวัว

ชายชาวนานำโคไปเลี้ยงในทุ่งนา ปล่อยให้โคกินหญ้าตามสบาย ตัวเองหลบเข้ามานอนอยู่ใต้ต้นไม้ เผอิญหลับไป ชายคนหนึ่งเดินมาพบโคไม่ไม่มีเจ้าของกำลังกินหญ้าอยู่ก็จูงโคออกเดินไป ชายชาวนาลุกขึ้นมาไม่เห็นโคก็ออกเดินตามพบโจรนั้นกำลังจูงโคไปอยู่ จึงเข้ายื้อแย่งและว่าเป็นของตน แต่โจรไม่ยินยอมให้ อ้างว่าเป็นของตนเช่นกัน ต่างคนก็ยื้อแย่งและทุ่มเถียงกันไปมาไม่เป็นที่ตกลงกัน เลยต้องพากันหามโหสถ ณ ศาลาเด็กเล่น เพื่อให้ตัดสิน 

มโหสถจึงถามชายทั้งสองถึงความเป็นมาของโค ชายเจ้าของกล่าวว่า “นาย....โคผมซื่อมาจากบ้านโน้น มีคนรู้เห็นเป็นพยายนำไปไว้ที่บ้านแล้วนำไปเลี้ยงที่ทุ่งนา เผอิญหลับไป ชายคนนี้จึงมาลักไป” 

ชายคนนั้นกล่าวว่า “นายอย่าไปเชื่อเขา ไม่เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะว่าไม่โคตัวนี้เป็นลูกคอกในบ้านของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ากำลังจะนำมันไปให้ต่างบ้านของข้าพเจ้า คนนั้นโกหกหน้านายเสียแล้วล่ะ” 

“ท่านทั้งสองที่มาให้เราตัดสินนั้น ท่านจะยอมอยู่ในถ้อยคำของเราล่ะหรือ” เมื่อทั้งสองได้ให้ถ่อยคำว่าจะอยู่ในถ้อยคำแล้ว จึงไห้คนทั้งสองออกไป แล้วเรียกเข้ามาถามทีละคน ครั้งแรกเรียกชายเจ้าของโคเข้ามาถามก่อนว่า 

“โคของท่านอ้วนพี ท่านเลี้ยงด้วยอะไรจึงได้อ้วนพีอย่างนี้” 

“โอ ? นาย ข้าพเจ้าเป็นคนจนจะไปมีอะไรให้โคกินนอกจากหญ้า ตอนเช้าข้าพเจ้าจะนำโคออกมาเลี้ยงให้กินหญ้าเท่านั้น” 

มโหสถก็ให้ชายเจ้าของออกไป แล้วเรียกคนลักโคมาถาม 

“โคตัวนี้มีลักษณะดี อ้วนงามดีเหลือเกิน ท่านคงจะให้อะไรมันกินล่ะสิ จึงได้อ้วนดีอย่างนี้” 

“โอ้? นาย ข้าพเจ้าให้โคตัวนี้กินงา กินแป้งและนมสดบ้าง หญ้าบ้าง หลายอย่างด้วยกัน” 

เท่านั้นเจ้ามโหสถก็ให้ชายผู้นั้นออกไป แล้วให้คนไปนำใบประยงค์มาผสมกันน้ำ กรอกปากโค โคก็สำรอกหญ้าออกมา เจ้ามโหสถจึงชี้ให้ประชาชนที่มาฟังดูและว่า 

“พวกท่านจงดูว่าโคสำรอกอะไรออกมา” 

“มีแต่หญ้าทั้งนั้น” ประชาชนตอบ มโหสถจึงหันไปถามคนที่ลักโคว่า 

“ท่านจะยอมรับหรือไม่ ถ้ามิฉนั้นจะต้องส่งเจ้าหน้าที่จัดการไปตามความผิด” 

" ท่านขอรับ กระผมรับผิด อย่าส่งตัวผมให้เจ้าหน้าที่เลยครับ ผมเดินทางผ่านมาเจ้าของนอนหลับอยู่ จึงจูงเอาโคตัวนี้มาเสีย ผมขอคืนให้อย่าเอาโทษกระผมเลย” มโหสถ จึงสั่งสอนให้ประพฤติอยู่ในศีลธรรม และปล่อยตัวไป พร้อมกับคืนโคให้เจ้าของไปด้วย 

ราชบุรุษได้ติดตามดูพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย และได้นำเอาความนั้นไปกราบทูลจอมคนแห่งเทวิรัฐ 

“ควรจะรับเจ้ามโหสถมาได้หรือยัง” ทรงตรัสถามเสนกะ 

“อย่าเพิ่งก่อนพระเจ้าค่ะ เพราะแสดงปัญญาเพียงเท่านั้นยังไม่พอจะเป็นบัณฑิตได้ ดูไปก่อนอีกสักหน่อย คำโบราณ ช้าเป็นการนานเป็นคุณพระเจ้าค่ะ” 

เมื่อถูกคัดค้านท้าวเธอก็ได้แต่นิ่งอึ้ง และได้สั่งให้ราชบุรุษกลับไปดูเหตุการณ์ต่อไปอีก.. 

 

เรื่องเครื่องประดับ

หญิงยากจนคนหนึ่งเดินทางมาไกล เหนื่อยเข้าพอมาถึงสระน้ำก็จัดแจงถอดสร้อยคอที่ทำด้วยด้ายถักสีต่าง ๆ ไว้บนผ้าแล้วตัวเองก็ลงไปในสระเพื่อจะลูบตัวและล้างตา 

หญิงรุ่นคนหนึ่งแลเห็นเคื่องประดับนั้นก็เกิดความโลภอยากได้สร้อยคอคอถักสายนั้น จึงเดินเข้าไปหยิบดู และถามหญิงเจ้าของว่า 

“นี่แน่ะเธอ สร้อยคอของเธอสวยจัง ฉันอยากจะทำบ้าง ราคาสักเท่าไหร่นะ” 

“ไม่มีค่าดอกค่ะ เพราะมันเป็นด้ายถักสีต่าง ๆ เท่านั้นเหมาะสำหรับคนยากจนเท่านั้นค่ะ” 

"แต่ฉันว่ามันสวยดีน่ะ ฉันอยากจะชมสักหน่อย” แล้วเอาสร้อยนั้น สวมคอตนเองแล้วถามว่า 

“ดูสิคะ สวยไหมคะ” 

“ก็ดีเหมือนกันเหละคะ” 

“เออ..? สวยจริง ๆ แหละนะ” ว่าแล้วก็เดินหนีไปเสียเฉย ๆ พร้อมทั้งเอาสร้อยนั้นติดคอไปเสียด้วย หญิงผู้เป็นเจ้าของตกใจอ้าปากค้าง พอได้สติก็ร้องออกมาว่า 

“คุณคะ สร้อยคอดิฉันคุณยังไม่ได้คืนมานะคะ” 

“สร้อยคออะไรของแก นี่มีแต่ของฉันเท่านั้น ที่สวมอยู่ในคอของฉันนี่เเหละ” 

“ไม่ยอม ไม่ยอม คุณโกงดิฉันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ไม่ได้” 

“ไม่ได้จะทำยังไง เชิญขี่ม้า ๓ ศอก ๔ ศอก ไปบอกกับใครก็ได้ มันของฉันแท้ ๆ หล่อนจะมาตู่เอาน่ะไม่สำเร็จดอก” 

ว่าแล้วก็วิ่งหนีไป หญิงผู้เป็นเจ้าของ ขึ้นจากสระวิ่งตามไป พร้อมกับร้อง “เอาของฉันมา เอาของฉันมา ฉันไม่ให้” 

“คนขี้ตู่ หน้าด้าน ของตัวก็อยู่ที่ตัวสิ นี่ของฉันต่างหากฉันไปล่ะ อย่ามาหน่วงเหนี่ยวไว้นะ” 

 พร้อมกับเดินหนีไป แต่หญิงคนจนไม่ยอมให้ไปก็ดึงไว้ ประชาชนชาวเขาเผ่ามุงก็ล้อมกันเข้ามาสอบถามเรื่อง เมื่อรู้แล้วก็ไม่สามมารถจะจัดการอะไรได้ เพราะต่างไม่มีพยานด้วยกัน 
“ไปหามโหสถให้เขาตัดสินให้เถอะ” เมื่อตกลงกันแล้ว ก็พากันยกขบวนให้ทั้งโจทก์จำเลยเหล่าเผ่ามุงเผ่ามองทั้งหลายไปยังศาลาที่เจ้ามโหสถกำลังเล่นอยู่ 
“พ่อมโหสถมีความมาให้ตัดสินอีกแล้ว” 
“เรื่องอะไรกันล่ะ” 
“เรื่องมันเกี่ยวกับเครื่องประดับ ซึ่งต่างคนก็ช่วงชิงกรรมสิทธิ์กัน 
“บอกให้โจทก์และจำเลยเข้ามาซิ” 

เมื่อโจทก์และจำเลยเข้ามาแล้ว มโหสถจึงถามว่า 
“ท่านทั้งสองจะยอมทำตามคำตัดสินของเราแน่ล่ะหรือ” 
“ข้าพเจ้าทั้งสองจะปฎิบัติตามความตัดสินของท่าน” 
“ถ้าเช่นนั้นโจทก์ให้การไปก่อน” 

หญิงผู้เป็นโจทก์จึงเล่าความตั้งแต่ตนเดินทางมาจนกระทั่งถอดสร้อยคอด้ายถักวางไว้บนผ้า แล้วลงไปลูบตัวล้างหน้าล้างตาฝนสระ หญิงจำเลยเดินมาขอดู ตนจึงให้ดู แต่หญิงนั้นไม่ดูเปล่า ๆ กลับเอาสวมใส่คอแล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉยเสียอีกด้วย ตนจึงขึ้นจากสระวิ่งไล่ตามมาเพื่อจะเอาของ ๆ ตนคืน แต่หญิงจำเลยไม่ให้ อ้างว่าเป็นของตน ไม่ตกลงกันจึงพากันมาหามโหสถนี่แหละ 

เมื่อมโหสถฟังโจทก์แล้วก็ถามจำเลยบ้าง หญิงนั้นก็ให้การว่า ตนมีธุระเดินทางผ่านมาทางสระซึ่งหญิงคนนั้นในสระ และไม่ทราบว่าอย่างไรผลุนผลันหญิงคนนั้นก็วิ่งขึ้นมาจะเอาสร้อยคอถักซึ่งนางสวมใส่อยู่ อ้างว่าเป็นของเขา ดิฉันจึงไม่ยอมให้ก็เกิดโต้เถียงกันจนคนแนะนำให้มาหามโหสถ 

มโหสถพิจารณาแล้วก็ทราบได้ทันที คนผู้จำเลยฉ้อโกงของเขาจริง ๆ เพราะตามธรรมดาใครจะวิ่งเข้ามาตู่ของ ๆ คนอื่นได้ง่าย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่เพื่อจะให้ปรากฎแก่มหาชนทั่วไป มโหสถจึงสั่งให้คนนำเอาอ่างใส่น้ำเข้ามาอ่างหนึ่งพร้อมกับให้นางจำเลยถอดสร้อยคอนั้นแล้วแช่ลงไปในอ่าง พร้อมกับถามนางว่า 

"เครื่องประดับของเธออบด้วยเครื่องหอมอะไร” นางผู้เป็นจำเลยอึกอัก เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่แล้วก็แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปทีหนึ่ง โดยตอบว่า 
“ของข้าพเจ้าอบด้วยกำยาน” มโหสถจึงหันไปถามผู้เป็นโจทก์บ้าง 
“เครื่องประดับของท่านอบด้วยเครื่องหอมอะไร” ผู้เป็นโจทก์จึงตอบว่า 

 “ท่านผู้เป็นที่พึ่งของคนยาก ดิฉันเป็นคนจน ไม่สามารถจะหาของหอมอะไรได้ ก็ได้แต่เก็บเอาดอกพยอมมาอบเครื่องประดับนี้” 

เมื่อได้ทราบคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว มโหสถก็ให้เอาเครื่องประดับขึ้น แล้วเรียกคนที่ชำนาญในการดมกลิ่นเข้าไปพิสูจน์ดูว่าในน้ำที่แช่เครื่องประดับนั้นมีกลิ่นอะไร ผู้ชำนาญเข้าไปดมแล้วก็หันมาบอกกับมโหสถว่า 

“ท่านผู้เจริญในน้ำมีแต่กลิ่นดอกพยอมเท่านั้น” มโหสถจึงเรียกนางผู้เป็นจำเลยเข้ามาถามว่า 

“เรื่องนี้ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าเรื่องนี้ไปถึงเจ้าหน้าที่ ท่านจะต้องลำบาก เพราะเหตุทั้งหลายบอกให้ทราบว่าท่านมิได้เป็นเจ้าของเครื่องประดับสายนั้น ท่านจะยอมคืนให้เขาหรือไม่” 

ด้วยดวงหน้าซีดเผือดเพราะความอาย และเสียงสั่นด้วยความกลัวผิด นางผู้เป็นจำเลยยอมรับ คืนและขอโทษอย่าเอาความผิดอีกเลย มโหสถจึงคืนสร้อยนั้นให้นางผู้เป็นเจ้าของไป พร้อมกับสั่งสอนให้นางผู้เป็นจำเลยตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้วให้แยกทางกันกลับไป 

ใครบ้างจะคิดว่าเรื่องยาก ซึ่งหาพยานหลักฐานอะไรมิได้ แต่มโหสถคิดหาหนทางพิสูจน์ตังเองมาตลอด ใครโง่ ใครฉลาด ใครคด ใครโกง ใครซื่อสัตย์ เหตุการณ์และเวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ 

“ท่านอาจารย์ มโหสถได้แสดงปัญญาตัดสินความนี้ได้อย่างลึกซึ้ง สมควรนำมาเลี้ยงดูได้หรือยัง” 

เพราะไม่อยากให้ใครดีเกินหน้าตน เสนกะจึงกลาบทูลว่า “ขอเดชะ เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ใคร ๆ ก็ตัดสินได้ อย่าเพื่งเอามาเป็นเครื่องวัดความเป็นบัณฑิตด้วยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยดูไปอีกก่อนดีกว่า เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีกว่านี้”

 

 ข้อพิพาทเรื่องลูก

หญิงเดินทางคนหนึ่งอุ้มลูกผ่านมาทางสระที่มโหสถขุดไว้ด้วยความร้อนและเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางจึงวางลูกไว้ขอบสระ แล้วตนเองก็ลงไปลูบแข้งลูบขาลูบหน้าลูบตา ดื่มน้ำระงับความกระหาย
นางยักษิณีตนหนึ่งเดินทางผ่านมาเห็นเด็กอ่อนนั่งอยู่คิดอยากกิน
“เนื้อคงจะหวานมัน กระดูกกระเดี้ยวคงกรอบดีเป็นแน่” เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เดินไปใกล้เด็ก เห็นแม่กำลังลูบตัวอยู่ในสระ จึงพูดว่า
“พ่อหนูนี่น่ะน่าเกลียดน่าชังจังคะ ลูกของเธอหรือ”
“ค่ะ ลูกของฉันเอง”
“ฉันขออุ้มแกหน่อยนะ”
“เชิญเถอะคะ แกไม่ค่อยจะแปลกหน้าคนนักหรอก”

นางยักษิณีได้โอกาส ก็เลยอุ้มเด็กนั้นขึ้นมาเห่กล่อมแล้วสักครู่ก็ออกเดินทางไป โดยไม่วางเด็กไว้ด้วย
“คุณคะ คุณเอาลูกดิฉันไปไหน” แต่นางยักษิณีกลับตะหันมาตะคอกว่า
“อะไร ลูกของแก ลูกของฉันต่างหาก” แม่เด็กก็วิ่งตามไปยื้อยุดฉุดไว้ ทั้งสองก็เถียงกันเสียงเอ็ดตะโร ไม่เป็นที่ตกลงกันได้

ประชาชนเห็นก็ล้อมกลุ่มเข้ามาเช่นเคยตามประเพณีของเผ่ามุงเผ่ามองทั้งหลาย
“อะไรกันล่ะ แม่คุณ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้น
“ลูกของฉันเจ้าค่ะ แม่คนนั้นมาขออุ้มแล้วจะลักพาลูกดิฉันไป ดิฉันก็วิ่งติดตามมานี่แหละ” เสียงแม่เด็กตอบ
“ไม่จริงค่ะ ลูกของฉันอุ้มผ่านมาข้างสระ แม่นี้ก็วิ่งขึ้นมาจากสระ อ้างว่าเป็นลูกของเขา ดิฉันจะให้ได้ยังไงคะ ในเมื่อเด้กคนนี้เป็นลูกของฉันจริงๆ " เห็นจะต้องให้มโหสถตัดสินเสียแล้ว

แล้วก็พากันห้อมล้อมหญิงสองคนไปหามโหสถยังศาลาที่เล่นของเด็ก
“มีเรื่องมาอีกแล้วพ่อมโหสถ”
“เรื่องอะไรอีกล่ะ”
“นี่ไม่ใช่สิ่งของอย่างแต่ก่อนเสียแล้ว กลายเป็นเด็กมีชีวิต "
“ไม่มีใครรู้จักผู้หญิงสองคนนี่บ้างเลยหรือ”
“ไม่มีใครรู้จักเลย เพราะเป็นคนที่อื่นเดินทางผ่านมาเท่านั้น”
“ได้สอบถามกันบ้างใหมว่า เป็นคนอยู่เมืองไหน ตำบลอะไร”
“ได้ถามแล้ว เขาบอกว่าอยู่เมืองไกล และตำบลก็ไกลทั้งสองคน”
“การสืบสวนทวนพยานถึงในที่อยู่ ก็ย่อมจะทำได้เพราะหญิงเหล่านี้ จะต้องมีญาติพี่น้องอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นเวลานาน เพื่อจะรู้ได้ง่าย ๆ และสงวนเวลาตัดสิน ข้าพเจ้าก็จะจัดการให้” ตกลงใจในการที่จะให้เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท ซึ่งหญิงทั้งสองก็ตกลง

มโหสถพิจารณาหญิงทั้งสองคน เห็นอีกคนหนึ่งแต่งตัวแม้จะเรียบร้อย แต่กิริยาอาการดูกระด้าง ๆแข็ง ๆ ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดา ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นแต่งตัวค่อนข้างกะเร้อกะรังอย่างแบบชาวชนบททั่ว ๆ ไป ก็ทราบได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร

จึงได้ถามหญิงทั้งสองว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของตนแน่หรือทั้งสองคนยืนยัน หญิงบ้านนอกยังแถมสะอื่นเสียด้วย มโหสถจึงหันไปถามประชาชนว่า
“เมื่อเขายืนยันว่าเป็นลูกของเขา เราจะทำอย่างไรดีล่ะเรื่อจะสืบสวนไปถึงต้นตอน่ะมันไกล แล้วไม่มีเวลาจะไปสอบ”
“ถ้าไม่มีพยาน ก็มักจะตัดสินสิ้นความเที่ยงธรรมไป จะกลายเป็นโยนความผิดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งไป คววรจะสอบสวนทวนพยานให้ได้ความจริง”
“ข้าพเจ้ามีวิธีง่าย ๆ ที่ตัดสินให้ได้ความยุติธรรม”
“ตกลง ให้พ่อมโหสถจัดการไปเลย”

มโหสถจึงให้คนขีเส้นลงพื่นดิน แล้วให้อีกคนหนึ่งไปรับเด็กมาจากนางยักษิณี ซึ่งนางก็ยอมให้แต่โดยดี พอได้มาแล้วก็เอามาวางที่เส้นให้กลางตัวทับเส้นตรงบันเอว แล้วบอกหญิงทั้งสองคนว่า
“ท่านมาจับเด็ก อีกคนจับทางเท้า อีกคนจับทางศรีษะ แล้วต่างคนต่างดึง ใครมีกำลังดึงเอาเด็กไปได้ คนนั้นเป็นแม่ของเด็ก”

มหาชนได้ยินด็สงสัยในใจว่ามโหสถจะเล่นท่าไหน แต่เพราะเชื่อปัญญาว่าคงจะมีลูกไม้อะไรอยู่ จึงได้แต่นิ่งดู
“เอ้า อย่าช้าสิ จับเท้าคนหนึ่ง จับศรีษะคนหนึ่งดึงจนกว่าจะชนะ มันเหมือนชักคะเย้อนั้นเเหละอย่ามัวช้าสิ” มโหสถเร่งทั้งสอง

แม่ของเด็กมองมโหสถอย่างปลงอนิจจัง พิโธ่เอ๋ยทำอย่างนี้ลูกก็ตายสิ แต่ให้จับก็จับ เลยแข็งใจเอื้อมมือไปจับเท้าลูกตนเพียงแผ่วๆ
“คอยฟังสัญญาณนะ” มโหสถว่า
“พอเรานับถึงสามท่านทั้งสองก็ลงมือดึงกันเชียวนะ” แล้วก็นับ “หนึ่ง - สอง - สาม”

พอสิ้นคำว่าสาม หญิงทั้งสองก็ดึงเด็กพร้อมกัน เด็กได้รับความเจ็บปวดก็เลยร้องขึ้น แม่ของเด็กเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยเด็กแล้วยืนร้องไห้ มโหสถหัวเรอะอย่างชอบอกชอบใจ
“ ชนะแล้วใช่ใหมเล่า” แล้วหันไปถามประชาชนที่พากันมาฟังตัดสินคดีว่า
“พวกท่านเห็นว่าจิตใจของแม่คนอื่นน่ะ จิตใจใครจะอ่อนกว่ากัน”
“ของแม่อ่อนกว่า”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านมองดูหญิงสองคนนี่ซิว่าคนไหนจิตใจอ่อน”
“คนที่ยืนร้องไห้นั้นสิ”
“ไม่ใช้กล่ะมัง อาจจะร้องเพราะแพ้ก็ได้”
“ไม่ใช่เพราะแพ้แน่นอน เพราะพอเด็กร้องนางก็รีบปล่อยเด็กทีนที ถ้านางไม่ปล่อยเด็กก็จะเจ็บมากขึ้น จึงเห็นว่าที่นางร้องไห้ไม่ใช่ร้องเพราะแพ้ แต่ร้องเพราะสงสารเด็กต่างหาก” แล้วมโหสถก็หันไปถามอีกว่า
“แล้วพวกท่านเห็นว่าใครควรเป็นแม่ของเด็ก” มหาชนก็ตอบพร้อมกัน
“นางคนที่ร้องไห้เป็นแม่ของเด็กแน่นอน” มโหสถจึงพูดต่อไปว่า
“เรื่องนี้ฉันไม่ตัดสิน เพราะมหาชนเขาตัดสินแล้ว แกเป็นขโมยเด็ก จะแก้ตัวอย่างไร”
“ฉันไม่แก้ตัวอย่างไร เด็กที่ฉันแย่งได้เป็นลูกของฉัน”
“อย่าให้ถึงเจ้าที่บ้านเมืองเลย เธอจะลำบากคืนเด็กให้แม่เขาเถอะ เธอจะเอาไปทำไมกัน”

เมื่อมโหสถคาดคั้นหนักเข้า และเห็นว่ามหาชนมองดูนางอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ จึงสารภาพความจริง พร้อมกับคืนเด็กให้แม่ไป มโหสถจึงสั่งสอนให้นางเลิกความชั่ว ๆ ให้ประพฤติตังแต่ในทางสุจริต ซึ่งนางยักษิณีก็รับคำเป็นอันดี เรื่องนี้เป็นอันตกลงกันได้ด้วยดี ประชาชนที่ห้อมล้อมเด็กก็ชมปัญญาของมโหสถ ใครบ้างจะคิดว่าเรื่องยาก ๆ ปราศจากพะยิงพยาน พ่อมโหสถก็ตัดสินเป็นเรื่องง่าย ๆ ไปได้

พวกราชบุรษก็ส่งพฤติการอันนี้ไปให้พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบ พระเจ้าวิเทหราชก็ตรัสถามเสนกะอีก เสนกะก็ยังยืนกรานไม่ยอมรับมโหสถเข้ามา เรื่องเล็กพระเจ้าค่ะ ใคร ๆ ก็ตัดสินได้ ถ้านางยักษิณีไม่ยอม มโหสถก็ไมรู้จะตัดสินอย่างไร แต่เพราะนางยอมเสัยเรื่องมันก็เลยง่ายนิดเดียว จะรับเข้ามาฐานะบัณฑิตเพราะเรื่องเท่านี้ ดูไม่ค่อยสมกับฐานะนักพระเจ้าค่ะ ควรดูไปก่อนดีกว่า” พระเจ้าวิเทหราชก็ต้องจนพระทัยอีกวาระหนึ่ง เพราะเฒ่าหัวงูเสนกะผู้เรืองปัญญาแห่งราชสำนัก

 

เรื่องชิงเมีย

เรื่องนี้มีอยู่ว่านายเตี้ยชื่อคโฬกาฬ เพราะตัวแกดำ มีเมียชื่อทีฆตาลา ไปทำมาหากินต่างถิ่นถึง 7 ปี ไม่ค่อยมาเยื่ยมพ่อแม่เลย วันหนึ่งนายเตี้ยเกิดความคิดถึงพ่อแม่ขึ้นมา จึงสั่งนางผู้เป็นเมียว่า “แม่ทีฆตาลา ทอดขนมสักหน่อยเถอะน่ะ” “พ่อเตี้ยจะเอาขนมไปทำอะไร” “เอาไปฝากพ่อแม่สักหน่อย เพราะถ้าจะชื้อเงินทองของเราก็ไม่ค่อยจะมี” “พ่อแม่เป็นอะไรไปล่ะ ใครมาส่งข่าวรึ” “ไม่มีใครส่งข่าวดอก ไม่ได้ไปเยี่ยมแกนานแล้ว ตั้ง 7 - 8 ปี เลยคิดถึง คิดว่าควรจะมีอะไรติดไปเยี่ยมแกสักหน่อย” “เงินทองของเราก็ไม่มี อย่าเพิ่งไปเลย รอไว้เมื่อเราเก็บเงินทองได้มากกว่านี้ค่อยไปดีกว่า อีกอย่างการเดินทางไกลเหลือเกิน เอาไว้ให้ฉันสบายดีแล้วค่อยคิดกันใหม่”
นายเตี้ยก็เลยไม่ได้ไป ก้มหน้าก้มตาทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไป เมื่อมีความคิดถึงพ่อแม่มากขึ้น นายเตี้ยก็สั่งนางทีฆตาลาอีก แต่ถูกคัดค้านเช่นคราวแรก ก็เป็นอันว่าการเดินทางต้องระงับอีก ตราบจนกระทั่งครั้งที่สาม นายเตี้ยจึงได้โอกาสที่จะเดินทางไปเยี่ยม เพราะนางทีฆตาลาไม่คัดค้าน ยอมทอดขนมเพื่อเป็นของติดไม้ติดมือไปฝากบิดามารดาด้วย คนทั้งสองจัดเตรียมของที่จะนำติดตัวไปเรียบร้อย ก็ออกเดินทางไป จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยวแต่ตื้นเขินพอเดินข้ามไปมาได้ มองหาเรือแพจะข้ามก็ไม่มี คนที่จะเดินทางผ่านมาพบจะถามความเป็นไปของแม่น้ำสายนี้ก็มองหาไม่พบ สองผัวเมียก็เลยนั่งพักอยู่ที่ริมต้นไม้ชายฝั่งแม่น้ำนั้นเอง

ในขณะนั้นเอง นายเตี้ยก็มองเห็นชายคนหนึ่งเดินตรงมาที่แม่น้ำ ก็นึกดีใจ เพราะจะได้ถามข่าวว่ามีทางข้ามแม่น้ำนี้ได้อย่างไร ชายคนนั้นชื่อว่านายหลังยาว เพราะตัวสูงและคงจะชอบนอนมากกว่าทำงาน เขาเลยตั้งชื่อแกว่าอย่างนั้น เดินตรงมาที่ร่มไม้นั้น เมื่อเขาเดินมาถึง นายเตี้ยของเราก็เอ่ยปราศรัยพร้อมกับถามว่า “พี่ชายคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี้กระมัง” “เราอยู่ไม่ไกลหรอก”

“พี่ชายคงรู้จักว่าทางข้ามแม่น้ำสายนี้อยู่ทางใด หรือที่ใหนเขาจะมีเรือแพข้ามบ้าง” พอได้ยินคำถาม นายหลังยาวก็รู้ว่านายเตี้ยนี่ไม่เคยผ่านมาทางนี้เลย เพราะทางตรงนี้เองเป็นทางเดินข้ามของพวกเดินทาง และเห็นว่านางทีฆตาลาเมียนายเตี้ยหน้าตาจุ๋มจิ๋มน่ารัก น่าเอ็นดู มองดูแววตาก็รู้สึกชอบ ๆ ตัวอยู่บ้าง ก็คิดอยากจะได้นางไปเชยชม

“โอ้โฮน้องชาย แม่น้ำสายนี้น่ะลือชื่อเลย มองดูน้ำไหลยังกะเทลงจากกระบอก เรื่องนั้นไม่เท่าไหร่ สำคัญแต่ไอ้เข้น่ะสิ ชุมพอ ๆ กับปลาทีเดียวแหละ ปีหนึ่ง ๆ คนตายเพราะไอ้เข้ในแม่น้ำเป็นจำนวนหลายคนทีเดียวล่ะ”

“แหม มันดุยังงั้นเชียวหรือทางบ้านเมืองเขาจัดการอย่างไรบ้างล่ะ” “เขาก็ส่งคนมาคอยดักมันบ้าง หาหมอมาฆ่ามันบ้าง แต่มันก็ไม่รู้จักหมดสักทีพ่อน้องชาย สองคนนี้จะไปไหนกันเล่า” “ฉันจะไปบ้าน ที่ข้ามแม่น้ำสายนี้แล้วจะต้องเดินทางอีก 2 - 3 วัน จึงจะถึง” “บ้านพ่อน้องชายไกลเหลือเกิน วันนี้ข้ามแม่น้ำไปแล้วไปพักบ้านพี่ชายก่อนก็แล้วกัน บ้านพี่ชายพอข้ามแม่น้ำพ้นจากละเมาะไม้บ้างหน้านั้นก็ถึง” “ทำอย่างไรจะข้ามได้ล่ะ” “มีทางพอจะช่วยได้” “พี่ชายมีเรือแพพอจะช่วยหรือ” “ไม่ต้องเรือแพหรอกน้องชาย ดูเราสิสูงกว่าน้องชายตั้งเยอะเยะ และเรารู้จักทางเดินข้ามด้วย” “แล้วไอ้เข้ไม่เล่นงานพี่หรือ”

“ก็บอกน้องชายแล้วว่าพี่น่ะเป็นคนแถบนี้เอง ฉะนั้นพี่ลงไปมันก็ไม่ผิดกลิ่น ตามธรรมดาสัตว์ร้ายจำพวกนี้น่ะมันจำกลิ่นแม่น ถ้าแปลกปลอมผิดสี ผิดกลิ่น พอลงน้ำล่ะก็ลอยกันขึ้นมาเป็นแหนเชียวล่ะ” พอพูดถึงไอ้เข้ทีไรนายเตี้ยของเราขนลุกทุกที เขากลัวจริง ๆ เล่นกับอะไรไม่เล่น จะไปเล่นกับเจ้าแม่น้ำ ไม่เอาล่ะไม่เห็นตัวมันเสียด้วยน่ะสิ
“แล้วฉันสองคนทำไงจะข้ามได้ล่ะ”
“พี่ก็ช่วยน่ะสิ”
" ช่วยยังไงล่ะ”
“คือว่าพี่น่ะทั้งสูงทั้งใหญ่ น้องชายกับแม่สาวคนคนนี้ตัวเล็ก พี่จะแบกไปไหวก็ช่วยก็จะช่วยแบกข้ามแม่น้ำให้ พอเห็นน้องชายทำไมเกิดชอบขึ้นมาก็ไม่รู้ เอาล่ะ คืนนี้ไปพักกับพี่ดีกว่า”
“แหม ..ขอบคุณพี่ชายมากทีเดียว ถ้าไม่พบพี่เห็นจะต้องค้างคืนที่ริมแม่น้ำนี้เอง รอจนกว่าจะมีแพผ่านมาพอจะโดยสารเขาข้ามฟากได้” “เออ.. แต่ว่าน้องชายจะข้ามได้ทีละคนเท่านี้นนะ ใครจะไปก่อนดีล่ะ “เอาเมียฉันไปก่อนดีกว่า แล้วพี่ค่อยกลับมารับฉันอีกทีฉันขอบคุณจนบอกไม่ถูกเลย” “เรื่องบุญคุณอย่าพูดถึงเลย เอาเมียน้องไปก่อนก็ได้เมียของน้องนี่ชื่ออะไรนะ” “ ชื่อทีฆตาลา”
“งั้นแม่ทีฆตาลามาขี่คอฉัน” แม่เมียนายเตี้ยก็กระมิดกระเมี้ยน อายก็อาย ยิ้มไปก็ยิ้มมา ค่อย ๆ รวบผ้าแล้วขอโทษขอโพยแล้วขึ้นขี้คอนายหลังยาว “หวานกูล่ะ” นายหลังยาวคิด “มือแม่ทีฆตาลายังว่างให้ถือของไปเสียด้วยสิ” นายเตี้ยตายใจก็รีบส่งห่อของให้เมียรักของตนไป นายหลังยาวก็ค่อย ๆ เดินลงไป มือก็จับขาแม่ทีฆตาลาลูบคลำที่น่องบ้าง พร้อมกับพูดว่า
“แหม ... เนื้อน้องนิ้มนิ่ม แล้วก็ขาวเสียด้วย” แม่ทีฆตาลาก็ยังเฉย ก็เลยบีบแรง ๆ จนแม่ทีฆตาลาร้อง
“เจ็บพี่” นายหลังยาวหัวเราะชอบใจ และค่อย ๆ เดินยอบตัวทำเป็นว่าน้ำลึก ๆ ลงไปจากขาถึงเอวแล้วก็ต่ำลงไปจนถึงครึ่งตัว พร้อมกับพูดกับนางทีฆตาลา “แม่นางนี้เนื้ออุ่นจริงน่ะ” นางตัดพ้อเบา ๆ ว่า “พี่นี่พูดอะไรก็ไม่รู้ ผัวน้องยืนอยู่ริมน้ำโน่นนะ” “ผัวน้องก็ส่วนผัวน้อง ถ้าพี่ชอบล่ะก็ ว่าแต่น้องเถอะ” “ไม่ได้หรอก ผัวน้องมี” “ถ้างั้นปล่อยกลางน้ำนี้แหละนะ ไอ้เข้มันจะได้อิ่มเสียที” แล้วก็ทำท่าจะปล่อยนางออกจากคอ

“พี่จ๋า อย่าปล่อยน้องเลย น้องกลัว คุณพี่จะเอาอะไรน้องยอมทุกอย่าง” เท่านั้นเอง เรื่องก็ตกลง เขาค่อย ๆ เดินจนน้ำท่วมถึงคอ แล้วค่อย ๆ ยืดกายให้นายเตี้ยเห็นว่าค่อยสู่ลาดตลิ่งแล้ว จนกระทั้งถึงฝั่ง เขาแบกแม่ทีฆตาลาไปที่ร่มไม้แล้วรับนางลงจากคอ พร้อมกับกอดนางไว้กับอก “อย่าค่ะ ผัวฉันมองเห็น”

“เห็นก็ช่างมัน มันข้ามมาไม่ได้หรอก” และต่อหน้าต่อตานายเตี้ย เขาก็จัดการฝากรักกับเมียของนายเตี้ย โดยที่ฝ่ายหญิงมิไม่ขัดขืน เมื่อเสร็จจากการรัก ๆ ใคร่ ๆ กันแล้ว เขาก็ตะโกนบอกนายเตี้ย ซึ่งยืนอยู่อีกริมฝั่งหนึ่ง

“อ้ายเตี้ยโว้ย พี่ไปล่ะนะ เมียเอ็งนะข้าก็เอาไปด้วย” แล้วทั้งสองก็ออกเดินทาง โดยไม่เหลียวมามองนายเตี้ยอีกเลย เจ้าเตี้ยคิดเดือดดาลในใจ จะข้ามน้ำก็กลัวตาย วิ่งลงไปแล้วก็ถอยกลับขึ้นมาใหม่ โกรธขึ้นมาก็วิ่งลงไปอีก แต่พอกลัวตายก็กลับขึ้นมาอีก แต่แล้วในที่สุดก็คิดว่า

“เมื่อไม่ได้เมียคืนมาจะตายเพราะสายน้ำก็ให้มันตายไปเสียดีกว่า” ก็เลยตัดสินใจลงไป แต่เออ.. อภินิหารอะไรอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเตี้ย แต่ไม่ยักกะจมน้ำ เพราะว่าน้ำมันตื้น นายเตี้ยเมื่อเห็นว่าตนไม่จมน้ำตายแน่แล้ว ก็รีบวิ่งติดตามจนกระทั่งถึงฝั่งได้ ไม่ฟังเสียงล่ะ เขาก้มหน้าก้มตาวิ่งตามเมียเขาไปทันที แม้นายทีฆปิฎฐิและนางทีฆตาลาจะสูงกว่าเขา เต่เพราะตายใจว่าเจ้าเตี้ยจะข้ามน้ำมาไม่ได้ เลยทำให้เขาทั้งสองเดินทอดน่องชมนกชมไม้อย่างสบายใจ

ในที่สุดความสามารถของนายเตี้ยก็สำเร็จผล โดยวิ่งทันคนทั้งสอง เมื่อเขาไปถึงตะคอกถาม “เฮ้ย ..พี่ชาย เอาเมียเรามาทำไมน่ะ” นายทีฆบิฎฐิซึ่งถือว่าตนเป็นผู้ได้เปรียบกว่า พูดอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ทำเป็นหันมาถามว่า “อะไรกันเจ้าเตี้ย” “พี่ชายเอาเมียเรามาน่ะสิ” “เอ้า เมียใครที่ใหน” “ก็เดินกับพี่ชายนี่ไงล่ะ” “ฮ้า ...เจ้าเตี้ยเอาอะไรมาพูด นี่มันเมียฉันนะ อย่าโมเมยังงี้เลยนะ พับผ่าสิ ไม่ค่อยดีเสียแล้ว” “โมเมยังไง ก็เมียผมแท้ ๆ พี่ชายช่วยพาข้ามน้ำแล้วก็เลยพามาเสียด้วย” “พูดให้ดี ๆ นะเจ้าเตี้ยหมาตื่น พูดไม่ดีจะมีสีที่ปาก” นายทีฆปิฎฐิวาดลวดลายอันธพาลออกมาทันที

“ก็จะให้พูดยังไง ในเมื่อความจริงมันเป็นความจริงเป็นอย่างนั้น เมียฉันแท้ ๆ พี่ชายว่าเป็นเมียของพี่มันยังไงอยู่นะ” “แกถามผู้หญิงเขาดูซิว่าเขาเป็นเมียใคร” นายเตี้ยก็เลยหันไปถามแม่ทีฆตาลา เมียยอดรักผู้มีใจเหมือนน้ำไหลนั้นแหละ พลางถามออกมาอย่างคนบรมโง่ทั้งหลายจะถามออกมาได้ว่า” “น้องจ๋า น้องเป็นเมียพี่เตี้ยใช่ไหม” “ต๊ายตาย คนบ้า เอาอะไรมาว่า ฉันเป็นเมียแกเมื่อไหร่อะไรทึกทักเอาง่าย ๆ ยังงี้เอง” แล้วหันไปหานายทีฆปิฎฐิ พลางพูดว่า

“พี่ขา คนบ้าอะไรที่ไหนก็ไม่รู้ มาตู่ว่าน้องเป็นเมีย อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยรีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะค่ำกลางทางเสีย” แต่นายเตี้ยไม่ยอมให้ไป เขาลงมือยี้อยุดห่อผ้าจากมือเมีย พร้อมกับอ้อนวอนนางไปด้วย

“เมียจ๋า อย่าตัดความรักของพี่เลย พี่รักเมียมากจริง ๆ อย่าเห็นคนอื่นดีกว่าพี่เลย” แต่แล้วก็ถูกนายทีฆปิฎฐิขัดขวาง โดยผลักไสไล่ส่งเขาแล้วพากันเดินหนีไป แต่นายเตี้ยผู้ถือสุภาษิตตื้อเท่านั้นที่ครองโลก แม้จะต้องเจ็บจากการตุ้บตั๊บของนายทีฆปิฎฐิบ้างก็ยังคงเดินตามเรื่อยไป จนชาวบ้านเดินสวนทางมาหลายคน เขาเห็นกิริยาอาการดังนั้นก็แวะเข้ามาถาม นายเตี้ยก็อ้อนวอนให้เขาช่วยเอาเมียคืนมา ซึ่งเขาเหล่านั้นฟังความแล้วไม่สามารถจะตัดสินได้ จึงพากันบอกว่า “ไปหามโหสถให้ตัดสินดีกว่า”

“ฉันจะรีบไปบ้านฉัน” นายทีฆปิฎฐิว่า “เดี๋ยวจะเสียเวลา” แต่เจ้าเตี้ยของเราไม่ยอม และเมื่อเห็นว่านายทีฆปิฎฐิไม่มีทางจะวาดลวดลายอันธพาลได้อีกแล้วก็ยื่นคำขาด “พี่ชาย ยังจะพาเมียฉันไปไม่ได้ ต้องไปหาพ่อมโหสถให้ตัดสินก่อน ถ้าเขาตัดสินให้พี่ชายล่ะก็จะเอาไปทางไหนก็เชิญเลย” ในเมื่อมีชาวบ้านสนับสนุน นายทีฆปิฎฐิเลยตกกระไดพลอยโจน

“ก็ดีเหมือนกันนะน้อง จะไม่โมเมว่าเป็นเมียคนนั้นคนนี้อีก” และทั้งโจทก์ จำเลย และพยานอาสาเหล่านั้นก็พากัน เดินทางไปหามโหสถ ท่านว่ามโหสถจะตัดสินความว่าอย่างไร จะเปิดพิจรณาลับหรือแจ้งอย่างไร โปรดคอยกันต่อไป

เมื่อคนทั้งหมดเดินทางไปถึงมโหสถ แล้วไต่ถามรู้เรื่องราวกันแล้ว มโหสถก็กำชับในการที่จะให้โจทก์และจำเลยอยู่ในคำของตนแล้วจึงเริ่มพิจรณา โดยแยกคนทั้งสามออกจากกันให้ไปอยู่เสียห่างไกลกัน แล้วมโหสถก็เรียกนายเตี้ยคโฬกาฬเข้ามาก่อน “เจ้าชื่ออะไร” มโหสถถาม “ ข้าพเจ้าชื่อคโฬกาฬ” “อยู่บ้านไหน เมืองไหน” นายเตี้ยก็ตอบไปตามความจริง “เมียของเจ้าได้กันเอง หรือตบแต่ง มีผู้รู้เห็นเป็นพยาน” “ของข้าพเจ้าตบแต่งกันที่บ้านที่อยู่ มีผู้รู้เห็นเป็นพยานมากมาย”

“เมียของเจ้าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร” นายเตี้ยก็ตอบไปตามความจริง มโหสถจึงให้ออกไปแล้วเรียกนายทีฆปิฎฐิเข้ามา ถามเช่นเดียวกับถามนายเตี้ย ทำเอานายทีฆปิฎฐิเหงื่อแตก ตอบอย่างขอไปที เพราะไม่ได้เตรียมซักซ้อมกันมาก่อน และไม่ได้ถามนางทีฆตาลาเสียด้วยว่าเป็นลูกเจ้าเหล่าใคร เลยตัดเอาบทเอาดื้อ ๆ ว่า “ข้าพเจ้าได้กันเอง ไม่ทราบเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ชอบพอกันก็ได้กัน ไม่มีพยานที่ไหนเลย”

มโหสถก็บอกให้นายทีฆปิฎฐิออกไป แล้วเรียกนางทีฆตาลามาถาม "สามีของเธอชื่ออะไร” "ชื่อทีฆปิฎฐิ” “เป็นลูกเต้าเหล่าใคร” "ไม่ทราบ” “ทำไมจึงไม่ทราบล่ะ” “เพราะเขาไม่บอกให้รู้”

“เรากับเขาน่ะเป็นผัวเมียกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครรู้เห็นเป็นพยาน” เท่านั้นเองนางทีฆตาลาก็เหงื่อแตก จำใจต้องรับกับมโหสถตรง ๆ ว่าตนเป็นเมียเจ้าเตี้ย แต่ถูกนายทีฆปิฎฐิล่อลวงจะปล่อยให้จมน้ำตาย เลยต้องยอมเป็นเมียเขาด้วยความจำใจ มโหสถจึงหันไปถามประชาชน บรรดาเหล่ามุงมงทั้งหลายว่า

“เรื่องนี้ยังให้ข้าพจ้าตัดสินด้วยหรือ ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบแล้วว่าใครเป็นผิดคนถูก ใครเป็นผัวเป็นเมีย” ประชาชนพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เพราะท่านทำให้มองเห็นความเช่นนั้น ท่านต้องตัดสินความเรื่องนี้ให้เด็ดขาดลงไป” มโหสถก็ให้คืนเมียให้แก่นายเตี้ย พร้อมกับนายทีฆปิฎฐิก็คงจะไม่คางเหลือง ไม่ถึงหยอดน้ำข้าวต้ม แต่นายทีฆปิฎฐิก็คงจำได้อย่างไม่ลืม เพราะจำไม่ได้ว่ามือหรือเท้าใครบ้างที่มารวมอยู่ที่ตนคนเดียว

ราชบุรุษที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหว ก็ได้รายงานให้พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบ “ควรนำเข้ามาได้หรือยังท่านอาจารย์” ทรงตรัสถามเสนกะ “เรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นี้ใคร ๆ ก็ตัดสินได้ ถ้าจะถือว่าเรื่องเท่านี้เป็นบัณฑิตล่ะก็ จะมากไปหน่อยพระเจ้าข้า รอไปก่อนพระเจ้าข้า” “เอ้า รอก็รอ” ตรัสอย่างไม่ค่อยพอพระทัย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: sawanbanna




พระเจ้าสิบชาติ

พระชาติที่ ๑ พระเตมีย์
พระชาติที่ ๒ พระมหาชนก
พระชาติที่ ๓ พระสุวรรณสาม
พระชาติที่ ๔ พระเนมีราช
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๒
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๓
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๔
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๕
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๖
พระชาติที่ ๖ พระภูริทัต
พระชาติที่ ๗ พระจันทรกุมาร
พระชาติที่ ๘ พระพรหมนารท
พระชาติที่ ๙ พระวิธูร
พระชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร ตอน ๑
พระชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร ตอน ๒