การเจริญวิปัสนา


 ขออนุญาตสอบถาม เกี่ยวกับสภาวะธรรมครับ (เป็นฆารวาส ) สภาวะธรรมก่อนหน้านี้คือผมได้ เจริญสมาธิจนจิตเข้าถึงความสงบ ทำเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่อายุ 25 ปี ( ตอนนั้นบวช ๑ พรรษา ) ทำสมาธิได้ตอนบวชจนเข้าสมาธิแล้วสว่างไสวไปหมด จึงรู้ว่าสมาธิมีที่สุด แต่ปัญญาไม่เกิดต่อมาได้หัดเจริญสติปัจฐาน ๔ พิจารณาแบบอนุโลมปฏิโลม ตอนนี้อายุ ๔๑ ปี ไม่ก้าวหน้าไปไหน ต่อมาได้บวชให้ในหลวงรัชการที่ ๙ เมื่อครบ ๑๐๐ วัน ( ๑๕ วัน ) ตอนทำวัดเช้าสวดธรรมจักร พอถึงช่วง สมุทัย และช่วง มรรค เกิดขนลุกทุกครั้ง พอสึกออกมาก็ลองปฏิบัติดูโดยปฏิบัติตามนวทางหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี โดยศึกษาจากดอวาสธรรม หลังปราฏิโมกข์  โดยการดูจิตและอาการของจิต ทำวามรู้สึกตัวเพื่อให้มีสติ จนเห็นว่าจิตส่งออกไปตาม อายตนะ พอรู้ตัวมันก็กลับมา มำอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 เดือน จิตมันไม่ไปไหนทรงตัวอยู่อย่างนั้น เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ เวลาประมาณ 4.00 น. ตื่นจากนอนแล้วอยากจะนั่งสมาธิ พอนั่งไปสักพักสมาธิกำลังถอยกลับออกมา เกิดสภาวะหนึ่งคือ เห็นกายแยกออกจากจิตเร็วมาเหมือนการสลัวขั้วแม่เหล็ก ( ขั้วลบกับลบ,บวกกับบวก ) จากนั้นเวทนาหายไป เห็นแต่จิตสว่างอยู่จากนั้นคล้ายกับจิตมันหมุนเข้ามาหาตัวแล้วหยุด จิตหยุดพิจารณาแล้วเกิดความสลดสังเวชสงสารตัวเองที่มาหลงกับสิ่นที่ไม่แน่นอนทั้งๆที่มันไม่แน่นอน เกิดน้ำดันขึ้นมาจนไหลออกทางตาจำนวนมาก เกิดอาการกายไหว จากนั้นจิดหมุนแล้วหยุด จิตพิจารณาว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น จิตบอกว่าหมกกรรมแล้ว จากนั้นก็ถอนออกมาคล้าย ๆ กับคนตื่นจากความฝัน ไวมากขณะจิตเดียว เมื่อออกมาก็ได้แต่นึกถึงคุณของพระพุทธองค์ ที่ เมตตาคุณ วิสุทธิคุณ ปัญญาคุณ และนึกถึงครูบาอาจารย์  ตอนนี้นั่งสมาธิแบบเก่าก็ไม่ได้ หลับตาแล้วเห็นแต่ว่างๆ จิตที่เป็นดวงสว่างเมือนเมื่อก่อนก็หาไม่พบ  รู้อย่างเดียวว่ารู้ แต่ระบุตำแหน่งไม่ได้ ตอนนี้เลยไม่ทราบว่าจิตแบบนี้จะต้องดำเนินวิปัสนาต่อไปอย่างไร   ขอบคุณผู้ที่อนุเคราะห์ตอบคำถามครับ 

 



ผู้ตั้งกระทู้ มานะ ศรีสด (Dlam_law-at-hotmail-dot-com ) :: วันที่ลงประกาศ 2019-01-28 23:10:50


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4157062)

 เวลามันว่าง ก็ให้รู้อยู่กับความว่าง ความว่างก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ผู้รู้ว่าว่างก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง กำหนดดุูความรู้ของจิต ณ จุดปัจจุบัน มันรู้อะไร ก็เอาอันนั้นมาพิจารณา จิตมันบอกว่าหมดกรรมแล้ว ก็ดูความจริงสิ ว่ามันหมดกรรมจริงไหม ถ้ามันหมดกรรมจริง มันก็รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรต้องสงสัย เพราะจิตจะปล่อยวางทุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งตัวจิตเองก็หมดความยึดมั่นถือมั่น ถ้าหมดสิ้นความหลงก็รู้ชัดว่า อวิชชามันดับไปเมื่อไรอย่างไร ไม่สงสัยในตัวเอง

 

ถ้ามันยังไม่ชัด ก็เอาความรู้ของจิตมาพิจารณาต่อไป ดูว่าจิตมันยังติดพันสิ่งใด เอาขันธ์ 5 ออกมากาง ไล่ไปตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้ชัดเจนหมดหรือยัง ปล่อยวางได้หมดทุกอาการหรือไม่ ยังติดยังยึดในสิ่งใด ถ้าจิตปล่อยวางขันธ์ 5 ได้แล้วจริง ขันธ์ 5 กับจิต มันจะแยกจากกันให้เห็นได้อย่างชัดเจน จิตจะไม่มีทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาการแห่งขันธ์ 5 แปรปรวน

 

จากนั้น ก็พิจารณาผู้รู้ให้เห็นชัดเจน ว่าผู้รู้ที่มันเป็นนักรู้เรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในขณะนี้ มันคืออะไร เอาสติปัญญาเพ่งที่ผู้รู้และสิ่งที่มันรู้ จุดสุดท้ายมันก็หลงผู้รู้นี่แหละ ผุ้รู้มันไม่รู้ตัวเอง จึงกลายเป็นความหลง ถ้าทำลายความหลงได้ ผู้รู้เดิม ๆ มันจะอันตรธานหายไปด้วย จะปรากฏธรรมชาติรู้อีกแบบหนึ่ง เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไรเหมือน เป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ปรุงไม่แต่ง ไม่ติดไม่ยึด ไม่เกาะเกี่ยวผูกพันกับความรู้ใด ๆ เป็นอิสระอยู่ในหลักธรรมชาติในท่ามกลางแห่งขันธ์ 5 อย่างชัดเจน ไม่มีจุดผู้รู้ ไม่มีตำแหน่งที่ตั้งใด ๆ ให้เป็นนิมิตเครื่องหมาย เป็นธรรมชาติรู้ที่บริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งใดอาจเอื้อมเข้าไปพัวพันแตะต้องได้เลย ท่านเรียกธรรมชาตินั้นว่า นิพพานหนึ่ง บรรดาผู้รู้แท้ ย่อมไม่สงสัยในธรรมชาตินี้

ผู้แสดงความคิดเห็น พระวิทยา วันที่ตอบ 2019-01-29 21:07:22


ความคิดเห็นที่ 2 (4160373)

 กราบนมัสการ  พระอาจารย์ครับ   ลองทำแล้วครับ สิ้นสงสัย มันปล่อยหมด ( เดิมทีก็ไม่เคยคิดว่า ตัวเองปล่อยตัวเอง มันจะเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกข์ไม่พอมันคงไม่ปล่อย ถ้าเห็นว่าว่าสุขบ้างทุกข์บ้างมันคงไม่ปล่อย) ผู้ปฏิบัติธรรมมีหน้าที่ทำแต่เหตุให้ถึงพร้อมแค่นั้นเอง.....ผลทำเอาแต่งเอาก็ไม่ได้....เวลาจะเป็นๆเอง...

กองขันต์ก็ทำหน้าที่ไปตามหน้าที่ของเขาไม่มีใครเป็รเจ้าของ  แม้กระทั่งรู่เองก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ไม่มีความั่นหมายใดๆ ไม่มีอะไรเป็นอะไร ผมกราบขอบพระคุณพระอาจายร์  เรื่องหลงผู้รู้.....ปล่อยโดยไม่ต้องปล่อยจึงปล่อย   พระธรรมคำสอนพุทธองค์อัศจรรย์ก็ตรงนี้

ถ้ามีโอกาสเดินทางไปวัดดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน ผมจะไปกราบนมัสการพระอาจารย์ ครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายมานะ ศรีสด (Dlam_law-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2019-02-22 13:34:46



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล