ReadyPlanet.com


เนื้อสัตว์


 นมัสการครับ

บริษัทแห่งหนึ่งฆ่า ขาย เนื้อสัตว์ 

1.เจ้าของบริษัท /คนฆ่า/คนขาย/ผู้ซื้อ/พนักงานตำแหน่งอื่นๆในบริษัท.

ทุกคนถือว่าสร้างกรรมปาณาติบาตทั้งหมดไหมครับ และใครทำกรรมมากสุดไปน้อยสุดครับ

 

2.เจตนาของพระพุทธองค์ที่ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ฉันอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ 

๑. ไม่ได้เห็น ๒. ไม่ได้ยิน ๓. ไม่ได้รังเกียจ

เท่าที่ผมทราบมาว่า การไปซื้อเนื้อสัตว์ตามตลาดหรือซุปเปอมาเกตที่เขาฆ่ามาวางขายไว้อยู่แล้วไม่บาป(ซากสัตว์)  แต่ในอีกแง่นึงระหว่างคนซื้อไปรับประทาน(จำนวนน้อย)กับคนที่ซื้อไปขาย(จำนวนมาก) ก็ไม่บาปเหมือนกันใช่ไหมครับ

 

3.สำหรับพระผมเข้าใจว่าเลือกบิณฑบาตไม่ได้ ได้อะไรมาก็ฉัน แต่ฆารวาสเลือกที่จะไม่กินเนื้อสัตว์ได้ เพราะมีทางเลือกเป็นผักหรือโปรตีนเกษตร แต่มนุษย์ก้อเลือกที่จะกินเนื้อสัตว์แทน ทำให้ความต้องการเนื้อสัตว์มากขึ้นจึงต้องฆ่าสัตว์มากขึ้น  เนื่องจากความต้องการซื้อมากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการขายที่มากตามดังนั้น ความต้องการของมนุษย์จึงเป็นตัวแปรในการฆ่าเนือสัตว์โดยทางอ้อม อย่างนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฆ่าไหมครับ 

4.หากพิจารณาตามข้อ3ต่อ หากคนกินสัตว์น้อยลง สัตว์ทุกตัวก็ย่อมต้องตายอยู่ดี แต่แค่รอคิวที่จะเกิดแก่เจ็บตาย ช้าลงกว่าเดิม ใช่หรือไม่ครับ

5.หากทุกคนบนโลกไม่กินเนื้อสัตว์ทั้งหมด (ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้ยาก) ก็จะทำให้ไม่มีคนฆ่าสัตว์บนโลก 

 

6.ยุคที่ไม่มีคนฆ่าสัตว์เลยมันไม่มีใช่หรือไม่ครับ

 

 

 

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ dhammadoubt :: วันที่ลงประกาศ 2020-05-12 00:13:03


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4197761)

 ๑. เจ้าของบริษัท กับ คนฆ่า ถือว่ามีส่วนในการฆ่าสัตว์โดยตรง คนขายถ้าทำหน้าที่ขายเนื้อที่เขาฆ่าแล้ว ไม่ได้ไปสั่งให้เขาฆ่า ก็ไม่มีส่วนในการฆ่า ไม่ถือว่าผิด จะผิดเฉพาะการขายสัตว์เป็นเพื่อใช้เป็นอาหารเท่านั้น คนซื้อ ถ้าซื้อเนื้อที่เขาฆ่าแล้ว ไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า ก็ไม่ผิด ส่วนพนักงานอื่น ๆ ก็ถือว่าทำงานในหน้าที่ของตนเอง หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ ไม่ได้ยินดีในการฆ่า ก็ไม่ถือว่ามีความผิดอะไร

๒. ถ้าเป็นเนื้อที่เขาฆ่ามาแล้ว จะซื้อไปขายหรือซื้อไปกินก็ไม่บาป อย่าไปมีส่วนในการฆ่า หรือสั่งฆ่าท่านั้น

๓. ถ้าไม่ไปสั่งให้เขาฆ่า หรือฆ่าเอง ก็ไม่ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่า คนเรามีความต้องการไม่เหมือนกัน ความคิดก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเขาอยากกินเนื้อสัตว์ จะไปบังคับให้เขากินพืชผัก เขาจะยอมกินไหม หรือคุณต้องการกินพืชกินผัก มีคนมาบังคับให้คุณไปกินเนื้อสัตว์ คุณจะกินไหม มันเป็นธรรมชาติของโลก เมื่อเนื้อสัตว์มันเอามากินเป็นอาหารได้ ก็มีคนอยากเอาเนื้อมันมากินเป็นธรรมดา ทีแรกก็อาจต้องฆ่ากินเอง แต่เมื่อมีคนต้องการกินมากขึ้น มันก็กลายเป็นอุตสาหกรรม มีโรงฆ่าสัตว์มาบริการ มีสัตว์ที่จะต้องถูกฆ่าตายเพื่อเอาเนื้อมาขาย ไม่มีใครไปหยุดยั้งวงจรนี้ได้

พระพุทธเจ้าท่านรู้รอบหมดแล้ว ท่านจึงไม่ห้ามการกินเนื้อสัตว์ เพราะรู้ว่า ถึงห้ามก็ห้ามไม่ได้ แม้กระทั่งศีล ๕ ท่านก็ไม่ได้บังคับว่า ทุกคนต้องรักษาศีล ๕ พระองค์เพียงแค่บอกแนวทางให้รักษาศีล ๕ ถ้าไม่อยากไปอบาย แม้กระนั้น ก็ยังมีคนไม่ยอมรักษาศีล ๕ ยอมทำผิดศีล ๕ เต็มบ้านเต็มเมือง

การทำผิดศีล ๕ มันร้ายแรงกว่าการกินเนื้อสัตว์ตั้งมากมาย ไม่สนใจบ้างหรือ ทำไมจึงไปสนใจแต่การกินเนื้อสัตว์ คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรักษาศีล ๕ กันเลยตั้งครึ่งค่อนโลก การกินเนื้อสัตว์มันไม่ได้เป็นโทษเป็นบาปเหมือนการทำผิดศีล ๕ การจะไปเรียกร้องเชิญชวนให้คนไม่กินเนื้อสัตว์ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ก็มีแต่พวกคนเป็นมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น ที่มักสอนกันว่า กินเนื้อสัตว์เป็นบาป ขาดเมตตา เพราะส่งเสริมให้มีการฆ่าสัตว์มากขึ้น

คนพวกนี้ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ยังกล่าวหาพระพุทธเจ้าด้วยว่า พระองค์ขาดเมตตา และพระองค์ส่งเสริมให้คนฆ่าสัตว์ ถ้าใครมีความคิดเช่นนี้ คนนั้นก็ยากที่จะได้มรรค ผล นิพพาน ก็จะมีแต่ความเป็นมิจฉาทิฎฐิเป็นเหตุให้ไปอบาย เพราะโทษประมาทในท่านผู้สิ้นกิเลส คือไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดกว่าสัตว์อื่น ก็มักได้เปรียบสัตว์อื่นเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าจึงห้ามแต่เฉพาะที่ห้ามได้เท่านั้น คือห้ามเนื้อสัตว์ ๑๐ อย่าง และห้ามไม่ให้ได้เห็น ได้ยิน ได้รังเกียจว่า เขาฆ่ามาเพื่อตน เนื้อนอกนั้น ก็ห้ามโดยความเป็นของดิบ ต้องทำให้สุกก่อน จึงอนุญาตให้พระฉันได้

การทำผิดศีลคือการฆ่าสัตว์ หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า นั้นเป็นบาปโดยแท้ ส่วนการกิน ถ้าไม่เป็นเนื้อต้องห้ามแล้ว ใครอยากกินเนื้อก็กินเข้าไปเถอะ ไม่เป็นบาป ไม่ต้องไปสนใจว่า จะทำให้เขาฆ่าสัตว์มาขายมากขึ้นหรือฆ่าสัตว์มาขายน้อยลง สัตว์ที่มีกรรมที่จะต้องถูกฆ่า ยังไงก็ต้องถูกฆ่า ถึงไม่มีคนกินเนื้อสัตว์ สัตว์ก็ต้องถูกฆ่าตายอยู่ดี เนื้อมันเป็นประโยชน์ได้ คนก็เอามากินกัน ใครจะไปห้ามเขาได้ ห้ามแล้วเขาก็คงไม่ฟัง 

๔. สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมตายมาถึงก็จึงตาย ไม่สำคัญว่า คนจะกินเนื้อสัตว์ หรือไม่กินเนื้อสัตว์ เขามีกรรมจะต้องตายอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ว่า จะตายช้าลง หรือเร็วขึ้น เพราะการกินเนื้อสัตว์ของคน ถึงตัวคุณเอง ไม่ต้องมีใครมาฆ่าคุณ ไม่มีใครเอาเนื้อคุณไปกิน คุณก็ตายเองได้ เมื่อกรรมตายมาถึง คนตายกันทั้งโลก ต้องมีคนฆ่าไหม ต้องมีใครเอาเนื้อไปกินไหม ตายเพราะโควิด ก็กี่แสนคนเข้าไปแล้ว

๕. ถ้าทำให้คนไม่กินเนื้อสัตว์ได้ทั้งโลก ก็ทำให้คนอย่าทำผิดศีล ๕ จะดีกว่าตั้งร้อยเท่าพันเท่า คนที่คิดว่า คนทั้งโลกจะทำสิ่งเดียวกันได้หมดทั้งโลก ก็มีแต่คนเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ไม่ฟังใครเลย

๖. ถ้าโลกนี้ไม่มีคนมีกิเลสหลงเหลืออยู่ มีแต่พระอริยเจ้าทั้งหมด ก็ไม่มีใครฆ่าสัตว์ แต่ถ้าโลกนี้ยังมีคนมีกิเลส ที่ทั้งกิเลสหนา กิเลสบาง ไม่เท่ากัน ก็ยังต้องมีคนฆ่าสัตว์อยู่ตราบนั้น เรื่องการกินเนื้อสัตว์มันเป็นธรรมดาของโลกมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ไม่มีใครไปห้ามได้ และสัตว์ที่จะไม่มีกรรมเพราะถูกเขาฆ่า ก็หายาก เพราะสัตว์เองก็ทำบาปด้วยการฆ่ากันเองเพื่อกินกันเป็นอาหาร เว้นไว้แต่พวกสัตว์กินพืช ก็ถูกสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ก็เป็นเหตุให้จองเวรกันเอง เกิดชาติหน้าก็จะไปกินสัตว์อื่นบ้าง กินกันไปกินกันมา ไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์แล้ว จนมันกลายเป็นวัฏจักรวนไปเวียนมาอย่างนี้ จงทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนนั่นแหละดีแล้ว จะพลิกจิตจากมิจฉาทิฏฐิ ให้กลับเป็นสัมมาทิฏฐิได้ มิฉะนั้น ก็มีแต่ต้องไปอบาย เพราะโทษประมาทในพระพุทธเจ้า และในพระอรหันตสาวก นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น พระวิทยา วันที่ตอบ 2020-05-15 21:06:59



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล