ธรรมดาของปุถุชนคนมีกิเลส แม้ในยามปกติจะทำตัวเป็นคนดี จะโดยจริงใจ หรือเสแสร้งแกล้งทำก็ตาม ผลแห่งการทำดีย่อมไม่ต่างกันมากนัก จะทำดีจริงหรือแกล้งทำ ผลก็จะออกมาเป็นผลดี ไม่กลายเป็นผลชั่ว
.
ต่างกับการทำชั่ว ไม่ว่าจะทำจริง หรือแกล้งทำ ผลย่อมปรากฏเป็นผลชั่วโดยแท้
.
ถ้าเป็นคนดีทำชั่ว อาจกระทำโดยไม่มีเจตนา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผลชั่วอาจไม่ส่งผลรุนแรงเหมือนกับคนชั่วทำชั่ว เพราะคนชั่วจะมีเจตนาที่จะทำชั่วอยู่แล้ว อันนี้ผลชั่วย่อมรุนแรงอย่างหาประมาณมิได้
.
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน จากพวกองค์กรรับบริจาคทั้งหลาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “นักบุญทุนชาวบ้าน”
.
ตอนแรกก็พยายามทำดีจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พอมีเงินบริจาคเข้ามามาก ความโลภมันก็เกิด จึงมีการทำทุจริตตามมา อย่างที่ปรากฏเป็นข่าว หลายรายทยอยเข้าคิวเดินขึ้นศาลไปตาม ๆ กัน
.
เราไม่ตำหนิใคร เพราะชื่อว่า “ปุถุชน” ย่อมมีขีดจำกัดในการทำความดีได้เพียงในระดับหนึ่ง หากเกินขีดจำกัดนั้นไป คนดีก็เปลี่ยนเป็นคนชั่วได้
.
มีแต่พระอริยเจ้าเท่านั้น ที่ข้ามโคตรปุถุชนไปแล้ว สามารถสละชีพ ยอมตายก็ไม่ยอมทำชั่วอย่างเด็ดขาด เรียกว่า สละชีพบูชาธรรมได้ นับตั้งแต่พระโสดาบัน เป็นต้นไป
.
ต้องนับเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาของคนเราที่เชื่อคนง่าย คือมีแต่ศรัทธาแต่ขาดปัญญา จึงเป็นช่องว่างช่องโหว่ในสังคมไทย เปิดโอกาสให้คนชั่ว หรือคนฉลาดที่โกง ทำมาหากินกับเงินบริจาค หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมเรี่ยไรหาเงินได้อย่างแนบเนียน จนกว่าความจริงจะเปิดเผยตัวมันเอง สังคมก็ตาสว่างกันทีหนึ่ง
.
ชาวพุทธเราจะเก่งในเรื่องของการทำทานอยู่แล้ว เพราะมีจิตใจอ่อนโยน มีความเมตตา ขี้สงสารคน เพราะได้รับอิทธิพลจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นใครตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อนก็อยากจะช่วย
.
เมื่อตั้งใจจะช่วยแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ อยากทำทานก็ทำเลย พอได้ให้ทานก็เกิดปีติสุขใจ เพราะได้ทำความดี
.
ส่วนผู้ที่ได้รับทานไป จะเอาไปทำไม่ดี หรือทำผิดวัตถุประสงค์อย่างไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา ยกให้เป็นเรื่องกรรมของเขาไม่เกี่ยวกับเรา เพราะเราให้ทานเขาไปแล้ว ทรัพย์ก็เป็นของเขาแล้ว เขาจะเอาไปทำอะไร ก็แล้วแต่เขา
.
ถ้าจะทำทานแล้วต้องมาคอยระแวงระวังกันว่า กลัวเขาจะเอาไปทำไม่ดี อย่างนี้ ก็ทำทานได้ยาก ทำทานลำบาก
.
แบบเดียวกับคนที่ตั้งใจจะตั้งโรงทาน ต้องทำใจที่จะให้ทาน ตั้งแต่เขายังไม่ได้มาขอ พอเขามาขอก็ให้ทันที ใครอยากได้มากได้น้อยก็ให้อย่างไม่รังเกียจรังงอน ไม่เลือกที่รักที่ชัง เมื่อตัดสินใจว่าจะให้ ก็คือให้ ไม่มีเงื่อนไข
.
มิใช่จะให้แต่คนดีเท่านั้น คนไม่ดีไม่ให้ อย่างนี้ก็ใจคับแคบเกินไป การจะรู้ว่า ใครจะเป็นคนดี หรือคนไม่ดี มิใช่จะดูกันได้ด้วยเวลาสั้น ๆ ต้องคบหาดูใจกันไปนาน ๆ จึงจะรู้ได้ จะไปตัดสินจากการเห็นกันทางภายนอกชั่วประเดี๋ยวเดียวไม่ได้
.
ดังเช่น พระเวสสันดร ตั้งใจว่าจะให้ทานแล้ว ใครมาขออะไรก็ให้หมด แม้กระทั่งช้างคู่บ้านคู่เมือง ราชสมบัติ ราชรถ บุตรธิดา แม้ภริยา ตลอดจนอวัยวะ เลือดเนื้อ และชีวิต ก็เต็มใจให้ อย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ เลย เป็นทานอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า ปัญจมหาบริจาค ๕ ประการ
.
แต่พวกเรามิได้สร้างบารมีเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ จะไปเอาอย่างท่าน ก็คงจะทำไม่ได้ เอาแค่พอสมควร คือให้ในบุคคลผู้ควรให้ ให้ในสถานที่ที่ควรให้ก็ถือว่า ใช้ได้แล้ว
.
ดังนั้น ก่อนทำทานควรพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนเกี่ยวกับกาล สถานที่ และบุคคล อย่าให้แบบหลับหูหลับตาให้ เพราะเราไม่ใช่คนตาบอดหูหนวก
.
เมื่อเห็นว่า ดีแท้ เป็นการเหมาะการควรแท้ จึงค่อยให้ และให้ตามกำลังฐานะของตน อย่าเห็นช้างขี้ ก็ขี้ตามช้าง อย่าให้เพราะอยากได้หน้า จนกลายเป็นการเบียดเบียนตัวเอง
.
เมื่อทำทานแล้วก็ทำใจให้ปล่อยวางเสีย ไม่ต้องไปคาดหวังผลใด ๆ จากการให้ทาน จงตัดใจให้ขาดว่า ทรัพย์นั้นไม่ใช่ของเราแล้ว เพราะได้ให้ผู้อื่นไปแล้ว อย่าให้ใจยึดติดในทรัพย์คอยหวงแหนอยู่
.
เมื่อตัดสินใจสละทรัพย์ทำทานได้ ก็ถือว่า ได้ตัดความตระหนี่ถี่เหนียว ตัดความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองออกจากใจตัวเองได้
.
นั่นแหละ! คือบุญแท้ ตัวบุญเกิดขึ้นที่ใจแล้ว อย่างอื่นเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ต้องไปคาดหวังอยากได้ผลอะไรอีก เดี๋ยวบุญก็จะส่งผลให้เองตามเหตุที่ทำ ทำเหตุดีย่อมได้รับผลดีอยู่แล้ว
.
เรื่องการทุจริตมันมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า ปุถุชนคนเรา จะเป็นคนดีแค่ไหนก็มีขีดจำกัดในความเป็นคนดี ถ้าเลยขีดนั้นไป คนดีอาจกลายเป็นคนชั่วได้
.
ธรรมท่านจึงสอนว่า ให้รักษาความดีไว้ให้มั่นคง เหมือนดังเกลือรักษาความเค็ม คือเกลือแม้เป็นเพียงก้อนเล็ก ๆ ตกอยู่ในกองน้ำตาล เวลาผ่านไป จะนานแค่ไหน เกลือก็ไม่มีวันเปลี่ยนเป็นรสหวานได้เลย
.
ถ้าไม่รักษาความดีไว้ให้มั่นคง เวลามีสิ่งยั่วยุเย้ายวนใจ ไม่ว่าใครก็อาจจะกระทำทุจริตได้ ขึ้นอยู่กับใจของแต่ละบุคคลว่า จะหนักแน่นมั่นคงในความดีเพียงใด
.
ดังนั้น กับบุคคลในข่าว ที่อาศัยชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือมารับบริจาคเงินจากสาธารณะ แล้วกระทำการทุจริตได้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติของคนมีกิเลส
.
ถ้าเขาไม่ทำชั่ว ไม่ทำทุจริต นั่นแหละ! เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะมีเพียงพระอริยเจ้าเท่านั้น ที่จะไม่ทำชั่ว ไม่ทำทุจริตอีกเลย
.
พึงจำไว้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจตนเองว่า ใครทำดีก็จะได้ดีเอง ใครทำชั่วก็จะได้ชั่วเอง เมื่อกรรมชั่วให้ผล เขาย่อมหนีไม่พ้นกรรม ไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย
.
เบื้องต้นก็อาจติดคุกติดตะราง กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีใด ๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย ไม่มีที่ยืนในสังคม พอตายแล้วใจก็ไปสู่ทุคติอบายภูมิ เสวยวิบากกรรมอันเต็มไปด้วยทุกข์เร่าร้อนอีกนานแสนนาน
.
ทุกข์ในมนุษย์จะเจ็บปวดทรมานร้ายแรงเพียงไหน ก็เทียบไม่ได้กับหนึ่งในล้านเศษเสี้ยวของทุกข์ในอบายภูมิ