วันเข้าพรรษา ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘-๘
.
เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุ เมื่อถึงฤดูฝนหยุดอยู่ที่เดียวไม่เที่ยวไปไหน ๓ เดือนต้นฤดู เรียกว่า จำพรรษา ถึงวันเข้าพรรษาพึงเข้าไปประชุมอธิษฐานพรรษาพร้อมด้วยสงฆ์ในอุโบสถ หรือในวิหาร
.
เมื่ออธิษฐาน พึงผูกใจว่า จักอยู่ค้างคืนในเขตอาวาสตลอด ๓ เดือน ถึงวันเข้าพรรษา ไม่เข้าพรรษา เที่ยวเร่ร่อนไปเสีย ไม่สมควร
.
ถ้ามีธุระจำเป็นจริง ๆ ทรงอนุญาตให้ไปได้ แต่ให้กลับมาภายใน ๗ วัน เรียกว่า ไปด้วยสัตตาหะกรณียะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า สัตตาหะ เช่นนี้ พรรษาไม่ขาด ได้อานิสงส์แห่งการจำพรรษา
.
ถ้าไปเสียด้วยไม่คิดกลับ หรือคิดจะกลับแต่เกิน ๗ วันไป พรรษาขาด ไม่เข้าพรรษา หรือขาดพรรษาโดยไม่มีเหตุจำเป็น เป็นละเมิดธรรมเนียม ถูกปรับอาบัติทุกกฏ
.
เมื่อถึงกาลเข้าพรรษา โบราณาจารย์ได้สอนสืบ ๆ กันมาว่า ให้ทำความเพียรเข้มงวดกว่าปกติ คือปกติก็ทำดีอยู่แล้ว พอเข้าพรรษาก็ให้อธิษฐานจิตทำดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าที่เคยทำ เพื่อให้ความเพียรก้าวหน้า อย่างแย่ก็ให้คงที่คือเสมอตัว ไม่ให้ทำความเพียรถอยหลัง
.
การทำความเพียรต้องมีสัจจะ ถ้าไม่มีสัจจะมักจะไม่เป็นโล้เป็นพาย คือขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ไม่ทำ กลายเป็นทำความเพียรตามความอยากของตัวเอง เลยไม่มีเหตุผล เอาแน่นอนไม่ได้
.
ท่านสอนให้ตั้งสัจจะว่า จะทำความเพียรอย่างไรที่ไม่เกินกำลังความสามารถของตัวเอง คือต้องใช้ความเพียรพยายามให้ยิ่งกว่าปกติจึงจะทำได้สำเร็จ ไม่ให้ง่ายเกินไป และไม่ให้ยากจนเกินกำลัง ดังเช่น
.
ตั้งสัจจะว่า จะถือศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ตลอดไตรมาส ๓ เดือน ไม่ทำให้ศีลขาด ตั้งสัจจะแล้วต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ให้ตาย เรียกว่า สละชีพบูชาธรรม ไม่ทรยศต่อสัจจะของตัวเอง
.
หรือจะเอาแต่เฉพาะวันพระ หรือ วันอุโบสถ ก็ขึ้นอยู่กับศรัทธา และความสามารถของแต่ละคน เช่น
.
จะใส่บาตรพระทุกวัน ๆ ละ ๑ องค์
จะทำวัตรสวดมนต์เช้าค่ำทุกวัน
จะนั่งสมาธิทุกวัน ๆ ละ ๓๐ นาที
จะเดินจงกรมทุกวัน ๆ ละ ๓๐ นาที
จะถือเนสัชชิกไม่นอนทุกวันพระ
จะกินอาหาร ๑๐-๑๕ คำ ทุกวันพระ
จะกินข้าวเปล่า น้ำเปล่า ทุกวันพระ
จะอดอาหาร ทุกวันพระ
.
อันนี้เป็นตัวอย่างเบา ๆ ที่นักปฏิบัติมักจะทำกัน แต่ส่วนใหญ่จะทำหนักกว่านี้ ถ้าเป็นพระหนุ่ม ๆ ที่มุ่งมั่นอยากพ้นทุกข์จริง ๆ บางองค์อดอาหารทีหนึ่งเป็น ๑๐-๒๐ วัน ไม่ใช่เพื่อทรมานร่างกายตัวเอง
.
แต่เพื่อทรมานกิเลสความอยากที่สิงอยู่ในใจ เพราะกิเลสมันยึดถือร่างกายนี้ว่า เป็นเรา เป็นของเรา เมื่อทรมานกายก็กระเทือนถึงกิเลส จึงใช้สติปัญญาเข้าไปแก้ความอยากของใจ เพื่อทำให้ใจสงบได้ในท่ามกลางแห่งความทุกข์กาย
.
จึงต้องอาศัยทุกข์ทางกายมาเป็นเหยื่อล่อกิเลสให้ทำงาน จากนั้นจึงใช้สติปัญญาพิจารณาหาเหตุแห่งทุกข์ในใจ เรียกว่า เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสมุทัยกับมรรค ต่อสู้กันอย่างดุเดือด แบบใครดีใครอยู่ ไม่ใช่ดีแต่พูดเอาเองเฉย ๆ ต้องมีความเพียรสามารถดับทุกข์ในใจได้ด้วย
.
ดังนั้น เบื้องต้นจึงต้องมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นกำลังขับเคลื่อนให้มรรค ๘ ทำงาน จึงจะสามารถเอาชนะกิเลสความอยากที่เป็นสมุทัย ดับทุกข์ใจได้เป็นพัก ๆ ไป จนกระทั่งสามารถดับทุกข์ในใจได้อย่างถาวร อันเป็นเป้าหมายของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.