เรื่องที่ชาวพุทธต้องรู้!!
.
“สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ” แปลความว่า “การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง” หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ให้ธรรมเป็นทานจะได้บุญใหญ่ เลยตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่เผยแผ่ธรรม สอนธรรม แชร์ธรรม จนลืมปฏิบัติธรรม
.
ความจริงธรรมบทนี้ท่านหมายถึง ผู้ฝึกตนเองดีแล้ว คือบรรลุธรรมแล้ว จึงฝึกผู้อื่นสอนธรรมแก่ผู้อื่น ให้รู้ธรรมเห็นธรรมตามไปด้วยกัน
.
ดีชั้นต้นคือ ศีลดี ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี
ดีชั้นกลางคือ สมาธิดี ได้แก่ พระอนาคามี
ดีชั้นสูงคือ ปัญญาดี ไปจนถึงวิมุติหลุดพ้น ได้แก่ พระอรหันต์ ประเภทเดียว
ดังเช่น พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วมีผู้บรรลุธรรมอย่างมากมาย
.
การให้ธรรมทานโดยที่ตนเองได้ปฏิบัติธรรม จนรู้ธรรมเห็นธรรมแจ่มแจ้งแล้ว จึงให้ธรรม สอนธรรมแก่ผู้อื่น การให้ธรรมทานเช่นนี้ จึงชนะการให้ทั้งปวง มีอานิสงส์สูงสุด
.
ส่วนการให้ธรรมทาน โดยที่ตนเองยังไม่มีการปฏิบัติธรรมอันใด ไม่มีความรู้ธรรม เห็นธรรมอันใดเลย ก็เป็นเหมือนการให้ทานทั่วไป ส่วนอันใดจะมีอานิสงส์มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับธรรมภายในใจของแต่ละคนด้วยว่า จะมีสติปัญญาในการให้ทานมากหรือน้อย ต่างกันอย่างไร
.
ทานที่มีอานิสงส์มากคือ การให้ทานแล้วสามารถตัดความโลภ ความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ความยึดติดในทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ให้ลดน้อยถอยลงได้
.
ในทางตรงกันข้าม ถ้าให้ธรรมผิด สอนธรรมผิด เป็นธรรมทานที่ผิด ก็จะกลายเป็นการทำบาปหนัก เพราะทำให้คนหลงผิด คิดผิด ทำผิด พูดผิด เป็นเหตุให้ขวางกั้น มรรค ผล นิพพาน และปูทางไปสู่อบายได้ในที่สุด
.
ดังนั้น การสอนธรรม ถ้าไม่รู้จริงต้องระวังให้ดี ๆ คนมีกิเลสสอนธรรม ถ้ายังไม่มีภูมิจิตภูมิธรรม ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติดีอันใด ก็เหมือนกลองที่ไม่มีใครตี อยู่ ๆ ก็ดังขึ้นมาเอง แต่ผู้คนกลับแตกตื่นเห็นเป็นอัศจรรย์ ข้อนี้เป็นภัยอันตรายร้ายแรงที่กำลังก่อตัวขึ้นในแวดวงพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ทำให้เกิดสัทธรรมปฏิรูปบิดเบือนพระธรรมวินัย
.
พึงทราบว่า ผู้เรียนธรรม ผู้ฟังธรรม ผู้จดจำธรรม ผู้พูดธรรม แต่ไม่ได้นำธรรมมาปฏิบัติดัดแปลงกาย วาจา ใจ ของตนเอง ให้เป็นไปตามหลักธรรม ย่อมไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากธรรมเลย และไม่อาจเรียกว่า เป็นผู้รู้ธรรมได้
.
เพราะผู้รู้ธรรมจริงแท้ ใจต้องมีคุณธรรม คือมี หิริ คือ ความละอายต่อบาป มีโอตตัปปะ คือ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป จิตตั้งมั่นที่จะละชั่ว คือ อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต จากนั้นก็ทำดี คือ ตั้งตนอยู่ในสุจริตธรรมทั้งทางกาย ทางวาจา และทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ผ่านเครื่องกรองกิเลสชั้นเยี่ยมคือ อริยสัจ ๔
.
ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพูดธรรมเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีภูมิปฏิบัติ ก็เป็นเพียงผู้จดจำธรรมของพระพุทธเจ้าได้เท่านั้น ดีไม่ดีอาจไปกล่าวตู่ธรรมของพระพุทธเจ้า หรือไปยักยอกเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาเป็นสมบัติของตัวเอง และสำคัญตัวเองผิดคิดว่า เป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ฉลาดในธรรม
.
จึงปรุงแต่งคำพูดสอนธรรมขึ้นใหม่ให้ทันสมัยเอาใจคนฟัง แล้วก็อ้างว่า เป็นคำสอนของพระบรมศาสดา จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา จะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือสำคัญผิด ก็ถือว่า เป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นอันตรายอย่างมากต่อพระพุทธศาสนา
.
พระธรรมมี ๓ อย่างคือ :-
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
.
ปริยัติ คือ ภาคทฤษฎีที่ต้องศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจว่า ทานคืออะไร ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร วิมุติหลุดพ้นคืออะไร และต้องปฏิบัติอย่างไรในธรรมแต่ละอย่าง
.
ปฏิบัติ คือ ลงมือทำจริง อาศัยศรัทธา ความเพียร และขันติ ความอดทนเป็นเครื่องหนุนดำเนินไปตามอริยมรรค มีองค์ ๘ มีข้ออันควรปฏิบัติดังนี้
.
ทาน -การให้ทานต้องเสียสละทรัพย์ ตัดความโลภ ความเห็นแก่ตัวได้จริง ให้โดยไม่ต้องหวังผลตอบแทน เพราะทานย่อมมีผลในตัวเองอยู่แล้ว
.
ศีล -การรักษาศีลต้องมีเจตนางดเว้นโทษ ๕ ประการ ไม่คิดล่วงละเมิดได้จริง ไม่ว่าจะมีเหตุยั่วยุให้ล่วงเกินศีลอย่างไร
.
สมาธิ -การเจริญสมาธิต้องฝึกสติทำใจให้สงบตั้งมั่น จนจิตรวมสงบลงเป็นสักแต่ว่ารู้ได้จริง
.
ปัญญา -การอบรมปัญญาต้องฝึกจิตสอนจิตให้เห็นไตรลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งทั้งในกายและใจ สามารถดับกิเลสความอยากที่เป็นตัณหาทั้ง ๓ ได้จริง จะได้มาก ได้น้อย ได้ชั่วคราว หรือถาวร ก็ต้องทำให้ได้
.
ถ้าผู้ใดสามารถเจริญมรรคทั้ง ๘ ทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา ของจริง เกิดขึ้นที่ใจตนเองได้ อย่างนี้จึงเรียกว่า ปฏิบัติธรรม
.
ปฏิเวธ คือ การบรรลุผลจากการปฏิบัติ ต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ของจริงเกิดขึ้นที่ใจ อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ เรียกว่า เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นผู้มีหิริคือ มีความละอายต่อบาป เป็นผู้มีโอตตัปปะคือ มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป
.
จนถึงสามารถกำจัดกิเลสขาดจากสันดานโดยบางส่วน คือ สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ถ้ากำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นต้น นี่ เรียกว่า เสร็จกิจอยู่จบพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา
.
พระสงฆ์ที่มุ่งหวังความหลุดพ้น ท่านก็ตั้งใจปฏิบัติรักษาศีล เจริญสมาธิ อบรมปัญญา อยู่เงียบ ๆ ในป่าในเขา ไม่ได้ออกมายุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกมากนัก ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุด ประกอบความเพียรอยู่โดยสม่ำเสมอ ทำข้อวัตรปฏิบัติ ปัดกวาดลานวัด โบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลา
.
จากนั้นก็สวดมนต์ภาวนาตามอัธยาศัย บางองค์ก็ทำความเพียรขั้นอุกฤษฏ์ มีอดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหาร เดินจงกรมนาน ๆ นั่งสมาธินาน ๆ เพื่อพิจารณาทุกขเวทนา ฝึกซ้อมสติปัญญาให้สามารถเอาชนะทุกข์กายทุกข์ใจ ทำใจให้สงบในท่ามกลางแห่งความทุกข์กายทุกข์ใจได้
.
ช่วงที่บำเพ็ญเพียรภาวนานี้ เป็นช่วงที่ปฏิบัติยากลำบาก และทรมานอย่างที่สุด ท่านต้องฝืนใจตัวเองเพื่อต่อสู้กับกิเลสที่ถาโถมเข้ามาจู่โจม อดนอนก็ทุกข์ อดอาหารก็ทุกข์ เดินจงกรมนานก็ทุกข์ นั่งสมาธินานก็ทุกข์ ก็มีแต่ทุกข์กับทุกข์ เพราะความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์ จึงไม่มีใครยอมท้อถอย อดทนต่อสู้จนกว่าจะเอาชนะทุกข์ได้
.
ถ้าใจท้อถอยเมื่อไหร่ ก็แพ้กิเลสทันที ถ้าใจแพ้กิเลส อย่างเบาก็เจ็บปวดทรมานใจ อย่างหนักก็อาจถึงขั้นปางตาย คือตายจากความเป็นพระได้
.
ถ้าเป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีสั่งสมมาแล้วมาก ก็อาจจะปรากฏผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เช่น จิตสงบได้บ้าง จิตเกิดปัญญาดับทุกข์ในใจได้ชั่วพักชั่วครู่ จึงพอได้ลิ้มรสของความสุขที่แท้จริงบ้าง
.
ดังธรรมท่านสอนไว้ว่า “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” แปลความว่า “สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี” ถ้าใครฝึกจิตให้เข้าถึงความสงบได้ ก็จึงจะรู้ว่า สุขอันเกิดจากความสงบนั้น เป็นอย่างไร
.
ความสงบก็มีหลายระดับ ความสงบในขั้นศีล ความสงบในขั้นสมาธิ ความสงบในขั้นปัญญา สิ่งเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้เองเห็นเองโดยไม่ต้องไปถามใคร ผู้ไม่ปฏิบัติก็รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้
.
กว่าที่แต่ละท่านจะออกมาเทศนาสอนคนได้ ล้วนต้องผ่านสมรภูมิรบกับกิเลสมาถึงขั้นเดนตายด้วยกันทั้งนั้น ผู้ที่ต่อสู้กิเลสไม่ไหวตายเสียในระหว่างทาง ก็มีจำนวนไม่น้อย
.
ดังนั้น ผู้ที่เล็ดรอดเงื้อมมื้อของกิเลสมาได้ ท่านต้องผ่านกาลเวลาขับเคี่ยวกับกิเลสมาอย่างยาวนาน ส่วนการจะได้ผลอย่างไรนั้น ท่านเก็บงำไว้ในใจอย่างมิดชิด ไม่ได้ไปประกาศบอกใครให้กิเลสมันหัวเราะเยาะเย้ยเอาได้หรอก
.
จนอายุมากแล้ว พรรษาแก่แล้ว จึงออกมาเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกบ้างตามเหตุปัจจัย ตามนิสัยวาสนาของแต่ละท่านที่บำเพ็ญมาไม่เหมือนกัน ท่านไม่ชิงสุกก่อนห่าม และท่านไม่เป็นกลองที่ไม่ต้องตีก็ดังขึ้นมาเอง
.
การเทศนาธรรมจึงออกมาจากภาคปฏิบัติล้วน ๆ ตามธรรมที่ท่านได้รู้แล้วเห็นแล้ว ไม่มีคำว่า ด้นเดาเกาหมัด ศีลก็รักษาได้จริง สมาธิก็ทำให้จิตสงบได้จริง ปัญญาก็ระงับดับกิเลสได้จริง
.
ผู้เช่นนี้ย่อมสอนธรรมไม่ผิด เพราะมีสันทิฏฐิโกเป็นสักขีพยาน เป็นเครื่องยืนยันอยู่ในใจ นั่นคือ ความที่กิเลสมันเบาบางลงไป ตายไปโดยบางส่วนบ้าง โดยสิ้นเชิงบ้าง นั่นเอง
.
การแสดงธรรมก็จะเป็นไปตามหลักธรรม เรียกว่า องค์แห่งธรรมกถึก คือ นักเทศน์ ๕ อย่าง มีดังนี้ :-
๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ
๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ
๓. ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือว่า ไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น
ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน
.
ดังนั้น การแสดงธรรมที่ถูกต้อง ไม่ใช่สักแต่ว่า พูดได้อย่างเดียว ผู้แสดงธรรมต้องมีคุณธรรมอยู่ภายในใจด้วย
.
ถ้าแสดงธรรมสอนคนอื่นโดยที่ตนเองยังไม่รู้แจ้งซึ่งธรรมนั้นเลย ก็นับว่า อันตรายมาก เพราะอาจจะเข้าใจธรรมผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความจริงได้ จะผิดมากหรือผิดน้อย ก็ขึ้นอยู่กับมิจฉาทิฏฐิที่มีอยู่ในใจผู้นั้น และอาจสำคัญตนผิดคิดว่า ตนได้บรรลุธรรมแล้ว เป็นเหตุให้พูดจาอวดอุตริมนุสธรรมไปอย่างไม่รู้ตัว
.
การพูดธรรมอย่างไม่เป็นธรรม ไม่สมควรแก่ธรรม ผู้พูดย่อมตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา มักจะถูกสักการะฆ่าตายเสียเป็นส่วนมาก สมดังธรรมท่านสอนว่า “สักกาโร กาปุริสัง หันติ” แปลความว่า “สักการะย่อมฆ่าคนโง่เสีย”
.
เพราะเหตุนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จึงสอนลูกศิษย์ย้ำนักย้ำหนาว่า ถ้ายังเอาตัวเองไม่รอด อย่าเที่ยวได้อวดรู้อวดฉลาดไปสอนใคร นั่นคือ ที่ตาย!! ฝึกตนเองดีแล้ว จึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่า ทำตามพระพุทธเจ้า
.
เว้นไว้แต่ผู้มีหลักใจที่มั่นคงแล้ว ผู้เช่นนั้น ย่อมรู้ประมาณในตัวเองว่า สมควรจะพูดธรรมได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ให้พอเหมาะแก่กาล สถานที่ และบุคคล
.
มีคำถามสอดเข้ามาว่า เดี๋ยวนี้มีทั้งพระและฆราวาสออกมาสอนธรรมในสื่อโซเชียล เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีสื่ออยู่ในมือ มีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเอง สามารถที่จะพูดจาแสดงความเห็นออกสื่อโซเชียลได้ตลอดเวลา เป็นเหตุให้เกิดความเห็นต่างกัน เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคม จะปฏิบัติกันอย่างไร
.
คำตอบ : โลกของคนมีกิเลสมันก็เป็นแบบนี้ บ้างก็อยากอวดรู้อวดฉลาด เราต้องรู้จักเลือกเสพเฉพาะเรื่องที่จะทำให้เกิดสติปัญญา อย่าไปเสพเรื่องที่จะทำให้เกิดความโง่หลงงมงาย ต้องพิจารณาเอาเองว่า ผู้พูดมีภูมิความรู้จริงในธรรมมากน้อยแค่ไหน และพูดเป็นธรรมแค่ไหน เชื่อถือได้แค่ไหน เราบังคับให้เขาหยุดพูดไม่ได้ แต่เราบังคับตัวเองได้ เลือกที่จะฟังหรือไม่ฟังได้
.
เขาจะพูดอย่างไร ก็ยกให้เป็นเรื่องของเขา เรารับรู้แล้วก็ปล่อยวาง ถ้าเห็นว่าไม่ดี ก็ไม่ต้องเก็บเอามาคิด สักแต่ว่าเสียงมากระทบหูแล้วดับไป ถ้าเขาพูดธรรมโดยไม่มีภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปฏิบัติอยู่ในใจ เดี๋ยวก็เสื่อมเอง ยิ่งถ้าพูดธรรมโดยใจไม่มีศีล ใจไม่มีสมาธิ ใจไม่มีปัญญา ก็ยิ่งจะเสื่อมเร็วเป็นเท่าทวีคูณ
.
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมของจริงที่ต้องมีอยู่ในใจของผู้พูดธรรม ถ้าไม่มีหรือมีน้อย การพูดก็เป็นเพียงโวหารหลอกลวงคนเท่านั้น เพราะถ้าตัวเองยังทำไม่ได้ แล้วจะเอาปัญญาอะไรไปสอนให้คนอื่นทำได้
.
ถ้าเป็นพระภิกษุสอนธรรม ท่านก็ต้องพิจารณารู้ประมาณในตัวเอง ถ้าคิดว่า ตัวเองเอาตัวรอดพ้นจากอบายได้แล้ว ก็คงไม่มีปัญหา จะสอนธรรมอย่างไรก็ไม่มีผิด
.
แต่ถ้ารู้ว่า ยังเอาตัวเองให้รอดพ้นจากอบายไม่ได้ จะสอนใครก็พึงระมัดระวังตั้งสติให้จงดี พึงพูดเท่าที่จำเป็น อย่าขวนขวายทะเยอทะยานในการสอนคนอื่นให้มากไปกว่า ความพากเพียรในการสอนตัวเอง
.
หลักปฏิบัติที่ต้องยึดไว้จนวันตาย คือ อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูด อะไร ให้ผิดศีล ผิดธรรม เป็นอันขาด อันนี้สำคัญมาก ต้องยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหนทางปฏิบัติไปตลอดชีวิต
.
ชื่อว่า พระภิกษุ ขอเพียงตั้งใจประพฤติวัตรปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทำกิจวัตร สวดมนต์ รักษาศีล เจริญสมาธิ อบรมปัญญา ตั้งใจภาวนาขัดเกลากิเลสไปตลอดชีวิตได้ แม้ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีคนรู้จักนับถือ ไม่มีลาภสักการะมากมาย แต่ให้เชื่อเถอะ!! ยังไงก็พอมี พออยู่ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ไม่มีทางอดตายอย่างแน่นอน
.
ส่วนฆราวาสที่ออกมาสอนธรรม ถ้าสอนในส่วนที่เป็นธรรมของฆราวาส ก็คงจะพอสอนได้ เพราะฆราวาสที่มีการศึกษา มีความรู้เฉลียวฉลาดในธรรมก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ถ้าจะสอนให้ถูกต้องแม่นยำ ก็ต้องมีภูมิปฏิบัติด้วย
.
เพราะฆราวาสไม่มีพระธรรมวินัยควบคุมบังคับไว้เหมือนพระภิกษุ เขามีอิสระในการพูดหรือทำอะไรก็ได้ เท่าที่ไม่ผิดกฎหมาย เขาสามารถหาเงินได้จากการไลฟ์สด บางคนจึงใช้ธรรมะเป็นคอนเทนท์ในการหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะทำได้
.
ดังนั้น ผู้ฟังธรรมต้องพิจารณาใคร่ครวญเองว่า ควรจะถือเอาประโยชน์อันใดจากเรื่องที่เขาพูดได้บ้าง อันใดเห็นว่ามีประโยชน์ก็นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
.
ฆราวาสอาจพูดให้ข้อคิดที่ดีเกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวัน ปัญหาการทำงาน ปัญหาครอบครัว เรื่องผัวเรื่องเมีย เรื่องของหนุ่มสาว ซึ่งบางเรื่องพระภิกษุพูดไม่ได้ ส่วนการจะพูดผิดหรือพูดถูก ก็ขึ้นอยู่กับภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปฏิบัติของเขา
.
ถ้าเป็นธรรมภาคปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์การทำความเพียรต่อสู้กับกิเลส วิสัยของฆราวาสไม่เอื้ออำนวยให้ทำได้ง่ายนัก คงมีฆราวาสน้อยคนที่จะทำได้ ถ้าใครทำได้ คิดว่า ไม่นานก็คงจะสละทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง ลูกเมีย พากันออกบวชกันเสียเป็นส่วนใหญ่
.
เพราะถ้าจะพูดสอนเรื่องการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ โดยอยู่ในเพศฆราวาส มันก็ขัดกับความรู้สึก เพราะฆราวาสยังเสพกามอยู่ จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร กลางวันขึ้นธรรมาสน์พูดธรรมสอนคน กลางคืนขึ้นเตียง นอนกอดผู้หญิง มันจะใช้ได้ซะที่ไหน
.
ชาวพุทธต้องตระหนักรู้ว่า โทษของการปฏิบัติธรรมคือ จะทำให้เป็นอันตรายต่อกามราคะ เมื่อปฏิบัติธรรมไปถึงจุดหนึ่ง จะทำให้เบื่อหน่ายกาม และมุ่งแสวงหาทางออกจากกามโดยถ่ายเดียว การเสพกามจะต้องลดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นพรากกายออกจากกามได้ และทำให้มันค่อย ๆ หมดสิ้นไปจากใจได้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่หมกมุ่นอยู่ในกาม และจะไม่เพลิดเพลินอยู่กับการเสพกามจนโงหัวไม่ขึ้น
.
ดังนั้น ถ้าใครยังอยากสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงอยู่กับการเสพกาม ก็จะไม่คิดที่จะปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง คงทำได้แค่รักษาศีล ๕ เอากิเลสกักขังไว้ก่อน ก็พอมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ พอเป็นคนดีได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่ระวังอย่าให้กิเลสแหกกรงขังออกไปอาละวาดได้ ด้วยการทำศีลขาด
.
ส่วนการเจริญสมาธิ อบรมปัญญาก็ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ต้องไปเอาจริงเอาจังมากนัก เดี๋ยวกามราคะมันตายไป ก็เลยจะไม่ได้เสพกามอีก
.
ดังนั้น ถ้าอยากเสพกามให้สนุก ก็จงทำอะไรไปตามอัธยาศัย อยากกินก็กิน อยากนอนก็นอน อยากเที่ยวก็เที่ยว เมื่อใดเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายในกาม เกิดความดำริที่จะออกจากกาม จึงค่อยปฏิบัติธรรมแบบเอาจริงก็ได้
.
พระพุทธเจ้ายังจะมาข้างหน้าอีกตั้ง ๑๐ พระองค์ จะท่องเที่ยวในวัฏสงสารไปสักพักหนึ่งก่อน ค่อย ๆ สร้างบารมีรอพระพุทธเจ้าไปเรื่อย ๆ ก่อนก็ไม่เป็นไร ถ้าด่วนไปนิพพานกันเสียหมด เดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็จะไม่มีสาวก ก็จะมาตรัสรู้ไม่ได้
.
ดังนั้น ฆราวาสสอนธรรมก็ดี หรือใครจะฟังธรรมจากฆราวาสก็ดี ต้องรู้จักพิจารณาเอาเอง เพราะบางอย่างเขาก็พูดดี ให้ข้อคิดที่ดี ได้ แต่บางอย่างก็พูดผิดได้ เพราะเขายังมีกิเลสกาม มีมิจฉาทิฏฐิอยู่เต็มหัวใจ
.
ใครอยากทำอะไรก็ทำไปตามอัธยาศัย เมื่อทำแล้วก็ไม่ต้องไปเพ่งโทษตำหนิติเตียนคนอื่นที่เขาไม่ได้ทำเหมือนตน มันจะเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเปล่า ๆ ใครจะทำดีทำชั่วก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมของแต่ละคนจะทำงานเอง บุคคลจะยังคนอื่นให้ดีหรือชั่วไม่ได้
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.