สำหรับนักปฏิบัติผู้หวังความหลุดพ้น กาลเข้าพรรษาถือเป็นโอกาสเหมาะในการทำความเพียร อากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป เอื้ออำนวยต่อการทำความเพียรมาก เรียกว่า อากาศสัปปายะ
.
นักปฏิบัติจริงต้องรู้จักปล่อยวางเรื่องทางโลกเสียบ้าง อย่างน้อยก็ระหว่างที่ปฏิบัติ การปฏิบัติจึงจะเป็นไป ให้รู้เรื่องโลกเท่าที่จำเป็นก็พอ ไม่ต้องไปรู้มันเสียหมดทุกเรื่องทุกอย่าง
.
โลกมันมีแต่ความวุ่นวายของมันแบบนี้แหละ ยิ่งมีสื่อโซเชียลอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ความจำเป็นทางเทคโนโลยีบังคับให้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้สื่อโซเชียลทำธุรกรรมต่าง ๆ
.
ทุกคนต่างมีสื่อโซเชี่ยลอยู่ในมือ และสามารถใช้มันทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้ ติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปมาหาสู่กัน ประหยัดเวลา เราจึงได้เห็นพฤติกรรมการแสดงออกผ่านสื่อโซเชี่ยลของคนทุกระดับชั้น
.
ไล่ไปตั้งแต่นักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง บัณฑิตผู้คงแก่เรียน นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาการต่าง ๆ ผู้เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย พ่อค้าแม่ขาย ประชาชนคนเดินดิน ไปจนถึงนักเลงอันธพาล พวกกเฬวราก ต่างมีพื้นที่แสดงออกในสื่อโซเชี่ยลได้อย่างเท่าเทียมกัน
.
เพราะเหตุนั้น เราจึงได้เห็นทั้งคนอันธพาล และบัณฑิต พูดออกสื่อโซเชี่ยลได้เท่าที่อัลกอริธึ่มจะส่งมาให้ ใครจะใส่ใจหาความรู้ชั้นดีที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง หรือจะเลือกเสพแต่ความรู้ชั้นต่ำที่สกปรกลามก ก็สามารถทำได้อย่างอิสระเสรี
.
โลกโซเชี่ยลจึงมีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายในแต่ละวัน ทั้งที่เป็นเรื่องจริงมีประโยชน์ ไปจนถึงเรื่องเท็จหลอกลวงที่ไร้สาระหาประโยชน์มิได้
.
ทุกวันนี้โลกโซเชี่ยลมันหนักไปในทางเสื่อม ทั้ง ๆ ที่มันก็มีข้อดีอยู่มากมาย แต่มันขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มัน ถ้าเป็นคนดีก็ใช้ไปในทางดี ถ้าเป็นคนชั่วก็ใช้ไปในทางชั่ว ก็อย่างที่พวกเรารู้เห็นกันอยู่นี่แหละ!!
.
ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงจำเป็นต้องตรวจตรองเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกโซเชียล เฉพาะที่จำเป็นต้องรู้ต้องเห็นด้วยสติปัญญา อาศัยสิ่งที่รู้ที่เห็นเป็นหินลับสติปัญญา ให้ตั้งสติกำหนดแยกสิ่งที่รู้กับผู้รู้ออกจากกัน หมั่นตั้งสติฝึกจิตบ่อย ๆ
.
จากนั้น ใช้ปัญญาคิดอ่านใคร่ครวญ สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ อันใดใช่ประโยชน์ อันใดไม่ใช่ประโยชน์ แล้วถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่ใช่ประโยชน์ก็ปล่อยวางไป พิจารณาไปตามเหตุผล ไม่ปล่อยให้จิตยินดียินร้ายเพลิดเพลินไปกับอารมณ์ที่มาเกี่ยวข้อง
.
ถ้าทำใจให้เป็นสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นยังไม่ได้ แสดงว่า สติอ่อน สมาธิอ่อน ปัญญาอ่อน ให้เร่งความเพียรกำหนดคำบริกรรม “พุทโธ” ให้มากขึ้น หรือกำหนดลมหายใจเข้าออกตามถนัด อย่าปล่อยให้จิตไหลเพลิดเพลินไปกับอารมณ์ที่รู้ที่เห็นในโลกโซเชียล ถ้าไม่เห็นเสียเลยก็ดีมาก
.
ถ้าจำเป็นต้องรู้ต้องเห็น ก็ให้เข้มงวดกวดขันกับตัวเองให้มาก ให้รู้เท่าที่จำเป็น แต่มันต้องฝึกต้องฝืนกิเลส ถึงแม้ทำยากก็ต้องทำ ถ้ายังทำไม่ได้ และไม่อยากตายจากศีลจากธรรม ก็ให้หลบให้หนีไว้ก่อน
.
ของอย่างนี้บังคับกันไม่ได้ นักปฏิบัติถ้าใครอยากดี ก็ต้องบังคับตัวเอง เร่งทำความเพียรให้มากคือ ทำใจให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิให้ได้
.
เมื่อมีสติแก่กล้าก็จะกำหนดผู้รู้แยกออกจากอารมณ์ได้ จากนั้นจึงใช้ปัญญาพิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความรู้ที่เป็นอาการของจิต เป็นนามธรรมเกิดและดับไป
.
ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา พิจารณาซ้ำซาก จนจิตเห็นจริงตามนั้นได้ สามารถปล่อยวางอารมณ์ได้ เพียงเท่านี้ถือว่า มีสติปัญญาพอใช้ได้
.
ค่อย ๆ กำหนดคำบริกรรมให้มั่น อย่าทิ้งเด็ดขาด ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าใจจะสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ สติปัญญาจะค่อย ๆ หาบททดสอบมาให้จิตได้ศึกษาเรียนรู้อารมณ์ไปเอง จนกว่าจิตจะมีความชำนาญในการพิจารณาอารมณ์ที่เกิดดับ สามารถต่อกรกับกิเลสได้เอง ไม่หลงอารมณ์ ผู้รู้เด่นขึ้น เรียกว่า มีสติปัญญาพอมีพอกินพออยู่
.
ถึงขั้นนี้จิตเริ่มรู้การรู้งาน ความเพียรจะเริ่มเข้มข้นยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จิตเริ่มหมุนเข้าพิจารณาทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนยิ่งขึ้น เป้าหมายมีเพียงจะเอากิเลสให้ตายให้ได้เท่านั้นเอง
.
เรื่องถอยหลังยอมแพ้กิเลสเป็นอันไม่มี ซึ่งทั้งนี้ต้องอาศัยวาสนาบารมีแต่หนหลังประกอบกันด้วย จนกว่าจิตจะเดินมรรคเต็มรอบบริบูรณ์ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะรู้เองเห็นเองด้วยสันทิฏฐิโก อันเป็นสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว
.
หน้าที่ของนักปฏิบัติมี ๓ อย่าง คือ

ทำความเพียรไม่ถอย

ทำความเพียรเด็ดขาด

ทำความเพียรสละตาย
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.