คนที่มีจิตใจมืดบอดต่อให้เอาธรรมะไปพูดกรอกใส่รูหูทุกวัน ก็ยังไม่อาจทำให้ธรรมะเข้าไปสัมผัสใจเขาได้ ที่ท่านนำธรรมมาประกาศสอนโลก ท่านมุ่งสอนคนที่พอจะฉุดกระชากลากจูงไปได้เท่านั้นเอง
.
คนจำพวกจิตใจมืดบอดนี้ ในธรรมท่านเรียกว่า ปทปรมะ แปลตามศัพท์ว่า มีบทอย่างยิ่ง หมายถึง จำพวกคนโง่ดักดาน ถ้าเปรียบเป็นดอกบัว ก็เป็นประเภทดอกบัวในโคลนตม ไม่มีโอกาสได้โผล่พ้นน้ำ เป็นได้เพียงแค่อาหารของเต่าและปลาเท่านั้น
.
ส่วนคนที่พอจะได้รับประโยชน์จากธรรมได้บ้าง ท่านแบ่งไว้เป็น ๓ จำพวก คือ
๑. อุคฆฏิตัญญู - ผู้รู้เข้าใจได้เฉียบพลัน
๒. วิปจิตัญญู - ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ
๓. เนยยะ - ผู้ที่พอจะแนะนำได้
๔. ปทปรมะ - ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง
.
ถ้าจะเปรียบเป็นดอกบัว ๔ เหล่า ก็คือ
๑. ดอกบัวพ้นน้ำ จะบานทันทีเมื่อต้องแสงอาทิตย์สาดส่อง เทียบได้กับ บุคคลผู้มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว
.
๒. ดอกบัวปริ่มน้ำ จะบานในวันถัดไป เทียบได้กับ บุคคลผู้มีสติปัญญาดี เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาใคร่ครวญไปตาม ได้รับการฝึกฝนอบรมเพิ่มเติม ก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่เนิ่นช้า
.
๓. ดอกบัวใต้น้ำ จะค่อย ๆ โผล่พ้นน้ำ และเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง เทียบได้กับบุคคลผู้มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาใคร่ครวญไปตาม ได้รับการฝึกฝนอบรมเพิ่มเติมอยู่โดยสม่ำเสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอย ก็สามารถรู้และเข้าใจธรรมได้ในวันหนึ่งข้างหน้า
.
๔. ดอกบัวในโคลนตม ไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำขึ้นเบ่งบาน รังแต่จะเป็นอาหารของเต่าและปลา เทียบได้กับ บุคคลผู้ไร้สติปัญญา ทั้งเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็มิอาจเข้าใจความหมาย ไม่สามารถรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร
.
คนประเภทปทปรมะ นี้ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังทรงชักสะพาน คือไม่ทรงสั่งสอน เพราะจะเสียเวลาไปเปล่า เวลาของพระพุทธเจ้ามีคุณค่ามาก ในพุทธกิจ ๕ นั้น ข้อสุดท้าย คือเล็งญาณดูอุปนิสัยของสัตวโลก ใครมีอุปนิสัยที่จะได้บรรลุธรรม และจะเป็นอันตรายก่อน ก็จะเสด็จไปโปรดผู้นั้นก่อน หาได้เล็งญาณดูเงินในกระเป๋าของใครไม่ ว่าใครเป็นเศรษฐี จะได้ไปโปรดผู้นั้นก่อน เช่นนี้ ย่อมไม่มีเลย
.
ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูด ก็เพื่อให้รู้ว่า หากเราเข้าใจธรรมชาติความฉลาดของคนตามฐานะที่เขาเป็น เราก็จะสามารถพูดจาสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ ได้ตรงประเด็น และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องไปเสียเวลาอธิบายให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายกับบุคคลผู้ไม่อาจที่จะรู้และเข้าใจธรรมใด ๆ ให้เป็นเหตุเกิดการถกเถียงทะเลาะวิวาทกันไปเปล่า ๆ
.
ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่า โลกนี้มันมีทั้งคนโง่และคนฉลาด คนฉลาดจำพวกอุคฆฏิตัญญูนั้นมีน้อยที่สุด คนฉลาดประเภทวิปจิตัญญูก็มีน้อยรองลงมา ที่มีมากก็จะเป็นประเภทเนยยะ ส่วนที่มีมากที่สุดนั้น ได้แก่ จำพวกที่ ๔ คือ ปทปรมะ พวกนี้มีอยู่ทั่วไปแทบทุกมุมโลกเลยทีเดียว
.
พวกปทปรมะนี้ จะไม่ฟังใคร ทั้งไม่รู้จักว่า อะไรจะผิด จะถูก จะดี จะชั่ว นักปราชญ์บอกสอนก็ไม่ฟัง พอใจแต่จะทำตามใจตนเองโดยถ่ายเดียว จิตใจมืดมิดเต็มเปี่ยมด้วยมิจฉาทิฏฐิ เห็นบาปเป็นบุญ เห็นบุญเป็นบาป โลกนี้จึงเดือดร้อนวุ่นวายเพราะคนประเภทนี้
.
เราก็ดูตัวเรา ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา เพราะเราก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปช่วยอะไรใคร จะไปสอนใครก็ไม่ได้ เพราะนิสัยวาสนาไม่มากพอ ถึงไปสอน เขาก็ไม่ฟังและไม่รับปฏิบัติตาม
.
เว้นไว้แต่ใครปรารถนาพุทธภูมิ อยากรื้อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ด้วย ผู้นั้นจำต้องสร้างบารมีมากมายอักโขอักขัง อย่างน้อยก็ต้องถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปป์ จึงจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ได้
.
ส่วนในภูมิสาวกนั้น สร้างบารมีแค่เศษแสนมหากัปป์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เข้าสู่พระนิพพานได้แล้ว ย่นระยะเวลาในการเวียนว่ายตายเกิดให้สั้นเข้ามาอย่างมากมายถึง ๒๐ อสงไขย คือกัปป์นับไม่ได้ ๒๐ ครั้ง
.
ดังนั้น พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จึงมีพระคุณต่อสัตว์โลกมากมายนักหนา ใครดูหมิ่นเหยียดหยามคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ เพียงทำให้ห้อพระโลหิต ก็เป็นกรรมหนักถึงขั้นเป็นอนันตริยกรรมเลยทีเดียว
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.