อย่ารู้แต่เขา ให้รู้เราด้วย!!
.
คำพูดมันเป็นภาษาสมมติที่ใช้เสียงสื่อความหมายเพื่ออธิบายเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกันทั้งเหตุการณ์ในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต
.
ดังนั้น คำพูดจึงสามารถพูดไปได้ทุกอย่าง อาจพูดตรงกับความเป็นจริงก็ได้ หรืออาจพูดไม่จริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับกับสติปัญญาของผู้พูด ว่าจะมีมากหรือน้อย
.
ถ้าพูดถึงอนาคต ก็เรียกว่า คาดการณ์ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่จริงก็ได้
.
ถ้าพูดถึงอดีต ก็เรียกว่า ย้อนรอยเหตุการณ์จริงที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งอาจจะพูดบิดเบือนไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อมูลจริงที่รับรู้
.
ถ้าพูดถึงปัจจุบัน ก็คือ ดูเหตุการณ์จริงที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า เรียกว่า ดูความจริง รู้ไปตามความจริง อันนี้ถือว่าปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องเดา ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องคาด ไม่ต้องหมาย แค่อดใจรอ และอย่าไปอยากรู้มันล่วงหน้า
.
พอรู้ความจริงแล้ว ถ้าหากไม่ได้คาดหวังอะไรไว้ก่อน ก็จะไม่ต้องผิดหวัง และไม่ต้องสมหวัง แค่ทำใจให้รู้เฉย ๆ รู้ตามความเป็นจริง ยอมรับตามความเป็นจริง
.
ครั้นรู้แล้วก็วางไว้เสีย ไม่ต้องไปอยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปอยากให้เป็นอย่างโน้น มันจะเป็นเหตุสร้างทุกข์ทับซ้อนขึ้นมาที่ใจ ทำให้ใจเป็นทุกข์ไปเปล่า ๆ
.
เพราะความจริงก็คือความจริง ที่ใคร ๆ จะปฏิเสธไม่ได้ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ด้วยความอยาก โดยปราศจากการทำเหตุอันควร
.
แต่เมื่อรู้ความจริงแล้ว การพูดอาจไม่พูดความจริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับใจดวงนั้น จะเจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือจะซื่อสัตย์สุจริต ก็ว่ากันเป็นเฉพาะรายไป
.
เราเพียงทำใจให้รู้ว่า คำพูดเป็นอันหนึ่ง ความจริงก็เป็นอีกอันหนึ่ง มันคนละอันกัน อย่าไปหลงว่า คำพูดมันจะเป็นความจริงไปเสียทุกอย่าง คำพูดจะเป็นความจริงได้ก็เฉพาะที่พูดถูกพูดจริงเท่านั้น
.
ธรรมท่านจึงสอนให้ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน คือ ดูเหตุการณ์จริงที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ท่านเรียกว่า มีสติ และรู้จักพิจารณาทำในสิ่งที่เหมาะที่ควรกับเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างถูกต้องเป็นธรรม ท่านเรียกว่า ปัญญา
.
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราต้องประสบแต่ความทุกข์ก็คือ ไม่ค่อยจะมีสติตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันนี่เอง มักปล่อยใจให้ล่องลอยไปในอดีตบ้าง หรือละเมอเพ้อฝันคิดปรุงแต่งอนาคตสร้างวิมานในอากาศไปเรื่อย ๆ
.
บ้านเมืองเราที่มันยุ่งเหยิงวุ่นวาย ด่าทอกัน ทะเลาะกันไม่เลิกในทุกวันนี้ ก็เพราะแต่ละคน มัวไปใส่ใจอยู่แต่เรื่องในอดีตซึ่งก็ไม่รู้ว่า ที่เขาเอามาพูดจาเล่าสู่กันฟังนั้น มันจริงหรือไม่จริง
.
และมัวไปใส่ใจอยู่แต่เรื่องในอนาคต ซึ่งก็คาดการณ์เดากันไปต่าง ๆ นานา สะเปะสะปะ ก็ไม่มีใครรู้ว่า มันจะจริงหรือไม่จริง
.
ก็เสพแต่ข่าวลวง ข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ธรรมท่านสอนให้เราตั้งสติดูเหตุการณ์จริงในปัจจุบันเท่านั้นเอง แต่เรากลับไม่ค่อยใส่ใจจะทำตามธรรมท่านสอน
.
เหตุการณ์จริงที่มันเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนั่นแหละ คือความจริงที่ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน เพียงแค่อดใจรอเท่านั้นเอง อย่าด่วนตัดสินใจเร็ว อย่าด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ
.
นักปราชญ์โบราณท่านจึงสอนว่า ให้ฟังหูไว้หู อย่าหลงเชื่ออะไรง่าย ๆ จะได้ไม่ต้องผิดหวัง ให้รอดูความจริงมันจะประกาศตัวมันเอง เรื่องที่ตาเรามองเห็น หูเราได้ยิน กับที่ใจเราคิด มันอาจจะไม่ตรงกันเสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้
.
เราอาจจะคิดผิด คิดถูกก็ได้ ฟังผิด ฟังถูกก็ได้ ให้ดูกันไปนาน ๆ คิดอ่านใคร่ครวญให้รอบคอบเสียก่อน ถ้าคิดไม่ออกก็อย่าเพิ่งไปสรุป รอเวลาไปก่อน เพราะบางอย่างต้องอาศัยเวลา คำตอบจะปรากฏให้เห็นเอง
.
สิ่งใดที่มันยังไม่เกิด ก็อย่าไปปักใจเชื่อว่า จะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างโน้น ใคร ๆ ก็สามารถจะคิดอะไรก็ได้ คิดดี คิดชั่ว คิดได้ทั้งหมด แต่ให้รู้ว่า มันเป็นเพียงแค่ความคิดคาดการณ์ที่ไม่แน่นอนว่า มันอาจจะเป็นจริง หรือไม่เป็นจริงก็ได้
.
หากคิดอย่างมีเหตุผลที่ควรจะเป็น ก็อาจคิดถูกต้องตรงกับความเป็นจริง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ความผิดพลาดก็จะน้อยลง
.
หากคิดเอาตามความอยากของใจที่เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง โอกาสที่จะคิดผิดไปจากความเป็นจริง ก็มีค่อนข้างสูงมาก
.
ผู้ฉลาดก็ดูแต่ความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดก็คิดอย่างมีเหตุผลเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้มากที่สุด คิดแล้วก็ปล่อยวางไว้ สมควรทำอย่างไรในปัจจุบัน ก็ทำไปตามความเหมาะความควร ก็เท่านั้นเอง
.
ใครทำได้ จิตใจก็จะสงบร่มเย็น เพราะมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่สร้างเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับอดีตและอนาคตมาก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัว ทั้งไม่ส่งใจไปรับรู้เรื่องไร้สาระที่เขาพูดจาถกเถียงกันทางภายนอก นำเข้ามาคิดปรุงแต่งสร้างเรื่องวุ่นวายให้กับใจตนเองด้วย
.
ผู้มีปัญญา ใจย่อมไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ทางภายนอกที่เห็นทางตา ที่ได้ยินทางหู ที่ได้กลิ่นทางจมูก ฯลฯ
.
ปล่อยให้มันเป็นเพียงสักแต่ว่า ความรู้ที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ พอมันเกิดขึ้น จิตก็รับรู้เป็นสักแต่ว่ารู้ รู้แล้วก็ปล่อยมันดับไป ก็เท่านั้นเอง
.
มันไม่มีวัตถุอะไรมาอยู่ในใจของเราได้เลย ใจเรามีแต่นามธรรมเกิด ๆ ดับ ๆ หาสาระไม่มีเลย แต่ใจเราคิดอะไรก็เหมือนมีวัตถุมาอยู่ในใจเราเสมอ นี่แหละ! ความหลงผิดของใจ
.
ดังนั้น ถ้าใจเราไม่คิดสร้างเรื่องที่มีสาระขึ้นที่ใจของเราแล้ว ใจเราก็จะไม่มีสาระจนวันตาย สาระก็คือการคิดอย่างมีสติปัญญา ทำลายความหลงผิดของใจให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
.
ถ้าใจเราไม่สร้างเรื่องทุกข์ขึ้นที่ใจตนเองเสียแล้ว ในโลกนี้ก็ไม่มีสิ่งใดมาทำให้ใจของเราเป็นทุกข์ได้เลย
.
ธรรมนี้เป็นของเก่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานไว้ให้แก่พวกเราชาวพุทธทุกคน พึงฝึกหัดสติปัญญาคิดอ่านเอาธรรมมาใช้กันบ้างก็ดีเน้อ!! เพราะธรรมเป็นที่พึ่งอันวิเศษที่หาที่ใดเสมอเหมือนไม่ได้เลย
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.