กรณีดราม่าตระกูลดัง
.
เมื่อเรื่องเดียวกัน แต่ผู้เป็นต้นเรื่องต่างคนต่างพูดไปคนละอย่าง และเรื่องก็เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่คราวเป็นเด็กอายุ ๑๐-๑๑ ขวบ แต่เพิ่งจะเอาเรื่องมาเปิดเผยในตอนนี้ หลังจากเกิดคดีฟ้องร้องกันขึ้น จึงนำเรื่องมาเปิดโปงเพื่อให้สังคมรับทราบจนกลายเป็นข่าวดัง
.
เราจะพิเคราะห์ในมุมมองของธรรม เมื่อเรื่องเดียวกัน แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์พูดไม่ตรงกัน ถ้ามีคนหนึ่งพูดจริง อีกคนหนึ่งก็ต้องพูดไม่จริง หรืออาจพูดไม่จริงทั้งสองคน หรืออาจพูดจริงทั้งสองคน แต่ต่างคนต่างพูดตามความรู้สึกของตนเองซึ่งอาจมองกันคนละมุม และอาจเกิดความขัดแย้งกันได้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกันต่อไป ถ้าต้องการจะพิสูจน์
.
ไม่มีใครรู้ว่า ความรู้สึกในตอนนั้นของผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่ละคน จะเป็นอย่างไร ทั้งผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ใครจะรู้สึก ยินดี ยินร้าย สุขใจ ทุกข์ใจ พอใจ ไม่พอใจ เจ็บปวด ขมขื่น โกรธ แค้น อาฆาต พยาบาท ก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว ที่ไม่มีใครรู้ได้
.
กาลเวลาที่ผ่านไปยาวนานย่อมเป็นยารักษาแผลใจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งกว่ายาใด ๆ ทั้งสิ้น
.
เรื่องที่เขานำมาเล่า มันยังตัดสินชี้ชัดไม่ได้ว่า ความจริงเป็นอย่างไร เพราะคำพูดไม่ใช่สิ่งยืนยันความเป็นจริงเสมอไป ยังต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ข้อมูลเชิงลึกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องฟังความหลายด้าน
.
เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่จะนำมาพูดออกสื่อสาธารณะได้ อีกทั้งเป็นปัญหาเรื่องความรุนแรงภายในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ ถือว่า เป็นเรื่องที่ผิดทั้งกฎหมาย และผิดศีลธรรม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม หรือถูกบังคับข่มขู่ขืนใจ
.
ดังนั้น ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จึงควรรับฟังไว้เฉย ๆ ไม่ควรไปคิดเอาเอง ตีความเอาเอง หรือพิพากษาเอาเองว่า คนนั้นจะผิด คนนั้นจะถูก
.
ให้เชื่อกรรม “กัมมุนา วัตตะตี โลโก” “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปนานแค่ไหน กรรมย่อมให้ผลอย่างยุติธรรมเสมอไม่มีลำเอียง และไม่รับสินบนของผู้ใด
.
สังคมควรให้เวลา ให้กรรมได้ทำงาน ไม่ช้าก็เร็ว ความจริงย่อมเปิดเผยตัวมันเอง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจชี้ผิดชี้ถูก เพียงเพราะฟังคำบอกเล่า ซึ่งยังยืนยันไม่ได้ว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ให้ทำใจเพียงแค่รับรู้ แล้วปล่อยวาง อย่าเพิ่งเอาความอยากไปเร่งกรรมให้ปรากฏผลโดยเร็ว
.
คนที่เกิดมาในครอบครัวเดียวกัน เป็น พ่อ แม่ พี่ น้องกัน ย่อมมีกรรมเกี่ยวเนื่องกันมาทั้งนั้น จึงจะมาเกิดร่วมกันได้ ย่อมต้องมีทั้งกรรมดี และกรรมชั่วสั่งสมมา ไม่มีใครทำดีได้ทุกอย่าง และไม่มีใครทำชั่วไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกคนต้องมีทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง เป็นเรื่องปกติธรรมดา
.
เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ ก็ต้องมีการกระทำที่ถูกใจกันบ้าง ผิดใจกันบ้าง กระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นเรื่องปกติเหมือนลิ้นกับฟัน บางทีฟันกัดลิ้นจนเป็นแผลเลือดไหล จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ แต่มันก็เจ็บ ก็ถือเป็นเรื่องกรรมของเขา
.
ผู้เป็นแม่ฟ้องร้องลูกก็ต้องมีเหตุผลเบื้องลึกที่น่าสะเทือนใจ ผู้เป็นลูกประกาศตัดพ่อ ตัดแม่ ตัดพี่ ตัดน้อง เดินออกจากครอบครัว เปลี่ยนนามสกุลใหม่ ก็ต้องเป็นเรื่องที่มีเหตุผลเบื้องลึกที่น่าสะเทือนใจเช่นเดียวกัน ก็เป็นกรรมของทั้งสองฝ่าย บุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์ไปขวางกรรมของเขา
.
การจะวินิจฉัยเรื่องนี้ให้ถูกต้อง มิใช่อาศัยเพียงข้อมูลที่พูดออกสื่อสาธารณะมาเป็นตัวตัดสินได้ มันต้องมีข้อมูลเชิงลึกว่า ในความสัมพันธ์ของพวกเขา มีข้อพิพาทบาดหมางกันอย่างไร แม่ทำไม่ดีต่อลูกแค่ไหน ลูกทำไม่ดีกับแม่แค่ไหน
.
และในระหว่างพี่กับน้อง มีการกระทบกระทั่งกันอย่างไร ใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก ก็พูดยาก ก็มีแต่คนในครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ที่จะรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องที่เกิดขึ้น
.
ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมา ผู้ที่จะพูดความจริงอย่างซื่อสัตย์ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่บิดเบือน และไม่คำนึงถึงว่า เมื่อพูดความจริงแล้ว ตนเองจะสูญเสียผลประโยชน์ หรือจะได้ผลประโยชน์จากการพูดความจริงนั้น ไม่รู้ว่าจะยังมีอยู่หรือไม่
.
บางคนอาจพูดความจริงเฉพาะที่เห็นว่า ตนเองจะได้ผลประโยชน์ ถ้าพูดแล้วตนเองจะเสียผลประโยชน์ก็อาจเลี่ยงไม่พูดก็ได้ โดยมากคนเราไม่ว่าจะพูดจริงหรือพูดเท็จก็ตาม มักพูดเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ คงจะมีคนจำนวนน้อยที่จะพูดความจริง หรือพูดเท็จโดยยอมให้ตัวเองเสียผลประโยชน์
.
ด้วยข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในสื่อโซเชียลตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินความผิดความถูกของใครได้ ก็อย่าเพิ่งไปตัดสินเขา มันจะเลวร้ายหนักเข้าไปอีก ถ้าสังคมไปตัดสิน คนผิดให้กลายเป็นคนถูก หรือตัดสินคนถูกให้กลายเป็นคนผิด ควรรอดูว่า ศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร
.
เชื่อว่า คนในตระกูลใหญ่ระดับมหาเศรษฐีของเมืองไทย เขาคงไม่อับจนปัญญา ถึงขั้นไม่รู้จักว่า สถานการณ์เช่นนี้ สมควรทำอย่างไรอย่างเป็นธรรม ในอันที่จะทำความจริงให้ปรากฏโดยไม่ต้องให้สังคมตั้งแง่สงสัย และคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
.
ในธรรมท่านสอนว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กะตัญญูกะตะเวทิตา” แปลความว่า “ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี”
.
อธิบายว่า คนดีต้องมีคุณธรรม ๒ ประการนี้ อยู่ประจำใจ คือเป็นจิตสำนึกเกิดขึ้นภายในใจของบุคคลนั้นเองเป็นปกติ มิฉะนั้น ก็ไม่เรียกว่า คนดี
.
ที่ว่า กตัญญูคือ การรู้คุณท่าน ส่วนกตเวทีคือ การกระทำการตอบแทนบุญคุณท่านตามสมควรแก่ฐานะของบุคคล ใครมีคุณมาก ใครมีคุณน้อย ก็ตอบแทนกันไป มิใช่รู้คุณแล้ว อยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็เหมือนคนที่ไม่มีบุญคุณต่อกัน ไม่รู้จักกัน
.
แต่การแสดงความกตัญญูกตเวที ก็ต้องมีขอบเขต คือต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมด้วย จะใช้ความกตัญญูกตเวทีไปในทางผิดศีลผิดธรรมไม่ได้ ดังเช่น ผู้มีพระคุณใช้ให้ไปทำในเรื่องที่ผิดศีลผิดธรรม แม้ไม่ทำตาม ก็ไม่ชื่อว่า เป็นคนอกตัญญู เป็นต้น
.
ความกตัญญูกตเวที จึงต้องเป็นเรื่องที่ทุกคนคิดขึ้นเองภายในจิตสำนึก มิใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับคนอื่นให้มาทำดีกับตน
.
สังคมชอบอ้างเอาความกตัญญูกตเวทีไปบีบบังคับกดดันคนอื่นให้มีจิตสำนึกในบุญคุณ และกระทำการตอบแทนพระคุณ อย่างที่เรียกว่า ทวงบุญคุณ อันนี้ไม่ถูกต้อง
.
เหมือนอย่างที่เคยมีนักการเมืองพูดว่า คนดีต้องไม่เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปตอบแทนบุญคุณส่วนตัวของใครบางคน อันนี้พูดได้ถูกต้อง
.
เรื่องของกรรมเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลที่ทุกคนจะเลือกทำได้เอง ใครจะทำดี ใครจะทำชั่ว ก็เลือกได้ตามอัธยาศัย ทุกย่างก้าวมีทางสองแพร่งให้เลือกเดินได้เสมอ จะไปทางดี หรือไปทางชั่ว ทุกคนมีสิทธิ์เลือกได้
.
เมื่อเลือกทำกรรมอย่างไรแล้วก็ต้องยอมรับผลแห่งกรรมที่จะตามมา ใครทำดีก็ได้ดีเอง ใครทำชั่วก็ได้ชั่วเอง เมื่อถึงเวลากรรมย่อมให้ผลโดยไม่ลำเอียง
.
ไม่มีใครเอาศีลธรรมไปบังคับใจคนอื่นได้ ถ้าใครอยากปฏิบัติการใด ๆ ให้เป็นคนดี ก็ต้องมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานของใจ ผู้นั้นต้องมีเจตนาที่จะเอาศีลธรรมมาบังคับใจตนเอง จะให้คนอื่นมาบังคับไม่ได้
.
พูดง่าย ๆ ก็คือ ใจที่จะมีศีลธรรมได้ ใจนั้นต้องมี หิริ คือความละอายต่อบาป ต้องมี โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป ถ้าปราศจากคุณธรรม ๒ ประการนี้แล้ว ไม่ว่าใจใคร ก็หาคุณค่าราคาแห่งความดีมิได้เลย
.
ธรรมท่านสอนว่า คนที่โกหกได้ทั้ง ๆ รู้ จะไม่ทำชั่ว ย่อมไม่มีในโลก