เถียงกันไม่จบ สถานที่โคจร- อโคจร
ชื่อมันก็บอกชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
ที่ไหนไปแล้วธรรมเจริญ กิเลสเสื่อม
ที่นั้นก็สมควรไป
ที่ไหนไปแล้วธรรมเสื่อม กิเลสเจริญ
ที่นั้นก็ไม่สมควรไป
.
พระวินัยคือ คำสั่ง
พระธรรมคือ คำสอน
พระพุทธเจ้า สอนใคร?
พระพุทธเจ้า สอน พุทธบริษัท ๔
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
.
ภิกษุณีตามพระธรรมวินัยของเถรวาท
หมดอายุไปนานแล้ว
ที่มีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพียง
คนแต่งกายเลียนแบบภิกษุณีเท่านั้น
.
พระธรรมวินัย ไม่ได้บังคับใครเลย
ธรรมท่านสอนไว้ :-
.
ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ
อกฺขาตาโร ตถาคตา
.
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ
ฌายิโน มารพนฺธนา
.
พระตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก
กิจในอันขวนขวายทำความเพียร
เพื่อชำระกิเลส
เป็นหน้าที่ที่ท่านทั้งหลายต้องทำเอง
.
ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ดำเนินไปแล้ว
ย่อมพ้นจากบ่วงแห่งมาร
.
ท่านไม่ได้บังคับให้ใครมาถือ
ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, หรือ ศีล ๒๒๗
.
แต่ถ้าพวกคุณต้องการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามกำลังความสามารถของคุณ คุณก็เลือกปฏิบัติเอาเองได้ คือ ต้องบังคับตัวเองให้ทำตามพระธรรมวินัย เช่น
.
ถ้าคุณจะรับ ศีล ๕, ศีล ๘ ก็สามารถตั้งเจตนาเอาเองได้ว่า จะละเว้นโทษ ๕ โทษ ๘ ประการ คือปฏิบัติตามบทบัญญัติใน ศีล ๕, ศีล ๘
.
หรือจะให้พระสงฆ์เป็นสักขีพยาน ก็ไปขอรับศีลจากพระสงฆ์ เพื่อทำใจให้มั่นคงในศีลยิ่ง ๆ ขึ้นไป
.
ส่วนศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ จะทำเองไม่ได้ ต้องมีพระอุปัชฌาย์ และคณะสงฆ์ดำเนินการตามขั้นตอนพระวินัยจึงจะสำเร็จได้
.
พระธรรมวินัย ไม่ได้ห้าม
ไม่ได้บังคับใครให้มาปฏิบัติ
แต่เมื่อคุณยอมรับที่จะปฏิบัติตามแล้ว
ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง
ตามพระธรรม พระวินัย
มิฉะนั้น ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลใด ๆ
.
พระวินัยที่เป็นคำสั่ง
ท่านสั่งอย่างไรต้องทำอย่างนั้น
ไม่ตลบตะแลงปลิ้นปล้อน
ไม่ทรยศหักหลังตัวเอง
ไม่ทรยศต่อพระวินัย
ไม่โกหกตัวเอง
เพราะถ้าโกหกตัวเองได้
ก็ทำชั่วได้ทุกอย่าง
มันจะไม่เจริญในธรรมในวินัย
.
พระธรรมคือ คำสอน เป็นข้อชี้แนะที่ต้องทำให้ได้ต่อไป คือเรื่องของการเจริญสมาธิ อบรมปัญญา
.
อันนี้ขึ้นอยู่กับอินทรีย์บารมีธรรมของแต่ละคนที่บำเพ็ญมาไม่เท่ากัน ใครทำได้แค่ไหน ก็ทำไปตามกำลังของตน
.
การทุ่มเถียงกัน ทะเลาะกัน อาฆาตมาดร้ายต่อกัน เยาะเย้ยถากถางกัน
ก็ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยทั้งนั้น
ไม่เชื่อก็ดูนี่!
.
ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ
.
ธรรมเหล่าใด
๑. เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ
๒. เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่
๕. เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่คือ มีนี่แล้วอยากได้นั่น
๖. เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๗. เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
๘. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
.
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา
.
ธรรมเหล่าใด
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่
๖. เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่
๗. เป็นไปเพื่อความเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
.
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
.
ใครจะปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย ก็ยกให้เป็นเรื่องของเขา
.
ใครจะตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ จะสอนธรรมผิด สอนถูก ก็ยกให้เป็นเรื่องของเขา ไม่มีใครบังคับใครได้ ตัวเองต้องบังคับตัวเองเท่านั้น
.
สอนธรรมผิดก็ฉิบหายเอง
เพราะจะกลายเป็นทิฏฐิวิปลาส
.
ปฏิบัติธรรมผิดก็ฉิบหายเอง
เพราะจะห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน
.
ถ้าปฏิบัติผิดวินัยเลยไปจนถึงขั้นทำผิดกฎหมายด้วย ก็ยิ่งฉิบหายหนักเข้าไปอีก อาจติดคุกติดตาราง มันก็เป็นเรื่องของแต่ละคนทำตัวเองทั้งนั้น
.
ผู้ที่ปฏิบัติไม่ผิด ใจก็สุขสบาย
ไม่ไปเดือดร้อนกับการทำชั่วของใคร
ใครปฏิบัติธรรมผิด ก็ไปอบายเอง
ใครทำผิดกฎหมาย ก็ไปติดคุกเอง
.
เรื่องของกฎหมายก็ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจัดการกันไปตามกฎหมาย
ก็อาจมีการทรยศหักหลังกันได้
เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน
.
เรื่องของกรรมก็ปล่อยให้กรรมทำงานเอง ให้รู้ว่า กรรมไม่มีทรยศต่อตัวเอง เหมือนคนมีกิเลส
.
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครจะฝืนกรรมได้ เมื่อทำกรรมแล้วก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น แน่นอนนัก
.
อย่าเป็นห่วงว่า กรรมจะให้รางวัล
หรือให้โบนัสแก่คนทำชั่ว
กรรมไม่ลำเอียงอย่างนั้น
.
ดี ชั่ว เป็นเรื่องเฉพาะตัว บุคคลจะยังคนอื่นให้ดีหรือชั่ว ไม่ได้
ใครทำดีก็ได้ดีเอง ใครทำชั่วก็ได้ชั่วเอง
เป็นสัจธรรมคู่โลกมานานแล้ว
.
แม้จะปกปิดความชั่วเอาไว้
แต่วันหนึ่งก็ต้องเปิดเผยออกมา
ปรากฏให้ทุกคนได้เห็นอยู่วันยังค่ำ
.
นัตถิ โลเก ระโห นามะ
ชื่อว่า ที่ลับไม่มีในโลก
.
ถึงแม้ยังไม่ปรากฏให้ใครเห็น
แต่อย่างน้อยก็มีบุคคลหนึ่ง
ที่เห็นอยู่ตลอดเวลา
.
ผู้นั้นก็คือ ตัวผู้ทำกรรมเอง
.
กรรมจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
เพราะให้ผลต่อผู้ทำกรรมทุกคน
อย่างยุติธรรมเสมอ ไม่มีลำเอียง
กรรมบางอย่างให้ผลในปัจจุบัน
กรรมบางอย่างก็ให้ผล
แบบข้ามภพข้ามชาติ
.
กรรมไม่เคยทรยศต่อตัวเอง
กรรมจึงไม่รับสินบนจากใคร
และไม่ยกเว้นโทษให้กับใคร
แม้ผู้ทำกรรมจะพยายามหลบหลีก
ซุกซ่อนตัวอย่างไร ก็หนีไม่พ้นกรรม
.
เมื่อทำกรรมแล้วจะให้ไม่ได้รับผลของกรรม ย่อมไม่มีในโลก ใครจะเชื่อกรรมหรือไม่เชื่อกรรมก็ตาม ความเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ก็ไม่สามารถปิดกั้นอบายให้บุคคลผู้ทำกรรมชั่วแล้ว ไม่ต้องไปตกนรกได้
.
ดังนั้น ผู้ที่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงต้องเชื่อกรรมจริงแท้แน่นอนนัก และไม่ใช่เพียงแค่เชื่ออย่างเดียว แต่ต้องไม่กล้าที่จะทำกรรมชั่วใด ๆ อีกเลย ชื่อว่า บาปเพียงเล็กน้อย ก็ไม่ยินดีที่จะทำตลอดชีวิต
.
เพราะเมื่อทำบาปแล้ว จะให้ไม่ได้รับผลของบาป ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย การทำบาปจึงไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายตัวเอง ประหนึ่งวางกับระเบิดไว้เพื่อให้ตัวเองเดินไปเหยียบในวันข้างหน้า
.
แท้จริง บาปก็ทำร้ายตัวเองไปตั้งแต่วินาทีที่ทำบาป เพราะใจจะเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ส่วนผลที่จะปรากฏทางกาย ก็ค่อยปรากฏตามมาภายหลัง
.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
.
“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต”
บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ
.
“อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺ กิลิสสฺติ”
ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
.
“อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ”
ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
.
“สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย”
ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ มีเฉพาะตัว
ผู้อื่นทำให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ไม่ได้
.
“จิตฺเต สงฺกิลิฏเฐ ทุคฺคติปาติกงฺขา”
เมื่อใดจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง
.
“จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา”
เมื่อใดจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
.
คติธรรมที่ยกมาทั้งหมดนี้ ย่อมลึกซึ้งกินใจนัก ควรที่ชาวพุทธจะทำความสำเหนียกศึกษาให้เข้าใจ ถือเป็นคติเครื่องเตือนใจที่สามารนำไปปฏิบัติเพื่อยกตนให้ออกจากทุกข์ได้
.
บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ ผู้ทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเอง ผู้ไม่ทำบาปเองย่อมหมดจดเอง ธรรมบทนี้ ย่อมซึ้งใจมากเลยทีเดียว
.
ดังนั้น ใครปรารถนาให้กรรมไม่ให้ผลตามความเป็นจริง ผู้นั้นก็ต้องผิดหวัง เพราะผู้ไม่เชื่อกรรม ก็เท่ากับไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงยังคงกล้าทำบาปอยู่ร่ำไป
.
เมื่อยังทำบาปก็ต้องได้รับผลของบาป ก็ย่อมปรากฏผลทำให้ใจเป็นทุกข์ เพราะบาปจะเผาใจให้เร่าร้อนไปตลอดกาลนาน
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.