มีคนแชร์ความเห็นนี้มาในเฟซบุ๊ก
.
“พ่อแม่จะควบคุมคุณได้แค่ ๒ วิธี คือ คุณใช้เงินเขา หรือพักอาศัยอยู่กับเขา แต่ถ้าคุณหาวิธีที่เลี้ยงตัวเองได้ เขาจะควบคุมคุณไม่ได้เลย”
.
คนที่คิดอย่างนี้ได้ก็เท่ากับประจานตัวเองให้สังคมเห็นว่า ความกตัญญูต่อพ่อแม่ในหัวเขามีเหลืออยู่น้อยเต็มทน
.
ในธรรมท่านสอนว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กะตัญญูกะตะเวทิตา” แปลความว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”
.
เมื่อคนโง่และคนฉลาดมีพื้นที่ในการแสดงความเห็นออกทางสื่อโซเชียลได้เท่าเทียมกัน แต่ความเห็นของคนโง่ย่อมสร้างมลพิษทางปัญญาทำให้สมองเสื่อม ค่าความฉลาดจะลดลง จะผลิตแต่ความคิดขยะเหม็นเน่า แพร่กระจายไปทั่วโลกโซเชียล
.
ดังนั้น การเสพสื่อโซเชียลจึงควรใช้สติปัญญากลั่นกรองเอามลพิษออกเสียก่อน อย่าไปหลงเชื่อเพียงเพราะเขาเป็นคนดัง เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นอินฟลู จะพลอยติดเชื้อโง่ดักดานไปกับเขา
.
โลกนี้มีใครบ้างที่เกิดมาแล้วสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่เลี้ยงดู
.
กำเนิดของสัตว์ ๔ ประเภท (โยนิ ๔)
.
๑.อัณฑชะกำเนิด (เกิดในไข่): สัตว์ที่ต้องออกลูกเป็นไข่ก่อน แล้วจึงฟักออกมาเป็นตัว ได้แก่ นก, เป็ด, ไก่, ปลา, เต่า, จิ้งจก, งู
.
๒.ชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์): สัตว์ที่คลอดออกมาเป็นตัวและอาศัยมดลูกของแม่ ได้แก่ มนุษย์, สุนัข, แมว, ช้าง, ม้า, วัว, ควาย
.
๓.สังเสทชะกำเนิด (เกิดในเถ้าไคล/ความชื้น): สัตว์ที่เกิดขึ้นในที่สกปรก ชื้นแฉะ เช่น เถ้าไคล, ปลาเน่า, ซากศพ, ขนมบูด, น้ำครำ ได้แก่ หนอน, มอด, แบคทีเรีย/เชื้อโรค
.
๔.โอปปาติกะกำเนิด (เกิดผุดขึ้น): สัตว์ที่เกิดและโตทันที ไม่ต้องอาศัยครรภ์หรือไข่ ได้แก่ เทวดา, สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย และมนุษย์ในสมัยต้นกัป
.
ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากให้พ่อแม่เลี้ยงดู คงต้องไปหาเกิดในที่อื่น ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยเกิดในครรภ์ จะไปเกิดในไข่ ในเถ้าไคล หรือเป็นพวกโอปปาติกะ ลอยเกิด อย่างนี้ก็ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่เลี้ยงดู ก็ให้ทำกรรมชั่วหนัก ๆ เข้าไว้ สั่งสมความคิดอุบาทว์จำพวกนี้ให้มาก ๆ
.
คนที่มีความคิดฝังหัวแบบนี้ มักเป็นพวกทิฏฐิวิปริตวิปลาส เพราะถ้าใจไม่มีซึ่งความกตัญญูกตเวทีเสียแล้ว ใจนั้นจะมีคุณสมบัติแห่งความเป็นมนุษย์ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายกรรมก็นำพาให้ไปเกิดในอบายตามกรรมของตัวเอง
.
เพราะถ้าเกิดเป็นคน ก็ต้องเกิดในครรภ์ ต้องอาศัยเลือดเนื้อของแม่มาสร้างร่างกายให้กับตนเอง พอคลอดออกมาก็ต้องอาศัยน้ำนม ข้าวป้อนจาก มารดาบิดาผู้ให้กำเนิด จนกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง พ่อแม่จึงจะเบาภาระลง
.
พอเติบใหญ่รู้ความ พ่อแม่ก็ส่งไปโรงเรียนเพื่อศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ เพิ่มเติม แม้พ่อแม่จะไม่มีวิชาความรู้อะไรมากมาย แต่ก็พยายามตะเกียกตะกาย ส่งเสียให้ลูก ๆ ได้ศึกษาเล่าเรียน ให้มีวิชาความรู้สูงส่งกว่าพ่อแม่ ตรากตรำทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ปากกัดตีนถีบ มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็เพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก เพื่อลูกแล้วพ่อแม่ก็พยายามทำทุกอย่างจนสุดกำลังความสามารถ
.
กว่าจะเลี้ยงดูลูก ๆ จนเติบใหญ่เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ พ่อแม่แม้จะต้องลำบากมากเพียงไหน จนกระทั่งให้ลูกมาคิดเนรคุณต่อพ่อแม่ได้ จิตใจของลูกทรพี มันต้องต่ำช้าสามานย์เพียงไหน
.
ถ้าได้พบเห็นบุคคลใจสกปรกที่อกตัญญูต่อพ่อแม่ ณ ที่ใด ให้รู้ว่า นั่นคือ ตัวเสนียดอัปรีย์จัญไร จงหนีออกให้ห่างไกล อย่าได้เข้าใกล้ไปคบหาสมาคมโดยเด็ดขาด
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๘
.