การสร้างทานบารมี!!
.
คนเรานั้น ถ้าใจเต็มเปี่ยมด้วยทานบารมี จิตใจจะอ่อนโยน ใจมีแต่คิดที่จะให้ความสุขแก่คนอื่น ไม่คิดที่จะเอาทุกข์ไปให้ใคร อยากแต่จะช่วยเหลือผู้อื่น เรียกว่า เป็นคนใจบุญ คือ ใจไม่โลภอยากได้ของใคร ไม่อาฆาตพยาบาทปองร้ายใคร ไม่คิดเบียดเบียนใคร ทั้งไม่ยินดีที่จะทำผิดเห็นผิดไปจากคลองธรรม
.
ไม่ใช่ให้ทานแล้ว ก็ยังอยากได้ลาภ อยากได้ยศ อยากมีชื่อเสียง อยากให้คนชื่นชม ก็จริงอยู่ เรื่องอย่างนี้บางทีมันก็อาจมีบ้างตามประสาคนมีกิเลส แต่มันต้องรู้จักฝืนจิตฝืนใจ มิฉะนั้น ใจก็จะยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ยังไม่เห็นชอบถูกทางมรรค ทานนั้นย่อมมีอานิสงส์อันน้อย
.
ผู้ที่ให้ทานอย่างชอบธรรม หวังเสียสละอย่างแท้จริง ใจก็ย่อมมีความสุขในตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเรียกหาความสุขมาจากไหนอีก ใจเช่นนั้นแล ย่อมคู่ควรต่อการรักษาศีล เจริญภาวนาให้ได้ธรรมที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป และอาจทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ปรากฏโดยชอบได้
.
ใจที่ไม่โลภมาก ไม่หวงหรือห่วงทรัพย์สมบัติอันใดไว้ ใจของผู้เช่นนั้นย่อมเดินใกล้พระนิพพานเข้าไปทุกที แต่ถ้าใจยังเต็มไปด้วยความโลภ มีแต่จะหวง มีแต่จะห่วง มีแต่จะเอา ใจของผู้เช่นนั้น ย่อมเดินห่างไกลพระนิพพานออกไปเรื่อย ๆ
.
อยากเดินเข้าใกล้พระนิพพาน หรืออยากเดินออกไปให้ห่างไกลพระนิพพาน ก็อยู่ที่เราจะเลือกทางเดินเอาเอง ไม่อาจมีผู้ใดมาบังคับเราได้
.
คนเรานั้น ถึงแม้ใจอยากจะหวง อยากจะห่วง อยากจะเอาทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองอันใดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสมหวัง เพราะวันหนึ่ง เราก็ต้องจากทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไป ถึงเรายังไม่จากมันไป มันก็อาจจากเราไปก่อนก็ได้ อาจถูกโจรปล้น ถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม ถูกพายุพัดให้ต้องอันตรธานสูญหายไป
.
เพราะทุกสรรพสิ่งในโลก ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏแห่งไตรลักษณ์อันเดียวกัน ที่คอยจดจ้องบดขยี้บังคับเราอยู่ทุกย่างก้าว ธรรมก็ประกาศเตือนเสียงดังกึกก้องกังวานสะท้านสะเทือนโลกธาตุ
.
ต้องถูก อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืนอยู่เสมอ บุกเข้าทุบตีอย่างโหดร้ายทารุณทั้งกลางวันกลางคืน ใครเคยเห็นสิ่งใดเที่ยงบ้างไหม? ก็รู้ว่าทุกสิ่งมันไม่เที่ยง แต่ก็ชอบที่จะให้มันเที่ยง ยังอยากให้มันไม่เปลี่ยนไม่แปลง
.
ตามติดด้วย ทุกขัง คือความเสื่อมสิ้นพิบัติแปรปรวนให้ต้องแตกต้องสลายไปเป็นธรรมดา เข้ากลุ้มรุมบดขยี้ ตีกระหน่ำให้ชอกช้ำระกำทรวง มีใครไม่ทุกข์บ้างไหม ก็รู้ว่าต้องทุกข์ แต่ก็ชอบที่จะให้มันไม่ทุกข์ ใจยังคงดื้อด้านไม่เคยที่จะยอมรับความจริง
.
จากนั้นกองทัพ อนัตตา คือ ความไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็ตามมากระทืบซ้ำเข้าให้อีก จนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด ก็รู้ว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา แต่ใจก็ยังอยากที่จะได้ อยากที่จะเอามาเป็นของเรา ใจเจ้ากรรมก็ไม่ยอมเข็ด ไม่ยอมหลาบ
.
ธรรมก็ประกาศเตือนเห็นปานฉะนี้ แต่ก็แทบจะไม่มีสัตว์รายใดยอมรับรู้ตามความเป็นจริง ยังคงสนุกสนานเริงร่าเพลิดเพลินไปกับรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ที่เป็นเพลงกล่อมอันร้ายกาจของกิเลสไปอย่างลืมเนื้อลืมตัว
.
แต่ถึงจะหวงสิ่งใดไว้มากแค่ไหน วันหนึ่งก็ต้องทิ้งมันไปอยู่ดี ไม่ทิ้งตอนเป็น ก็ต้องทิ้งตอนตาย แต่ถ้าทิ้งตอนเป็น ๆ จึงยังพอจะได้บุญได้กุศลอยู่บ้าง ถ้าทิ้งตอนตายแล้ว ก็เป็นอันหมดบุญหมดกุศลไปเท่านั้นเอง
.
เพราะโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่างอยู่แล้ว มีแต่มนุษย์ขี้โกงไปทึกทักหาความไขว่คว้าเอาสมบัติของโลกมาเป็นของตัวเองโดยพลการ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง
.
ใครอยากจะตายด้วยความห่วง หรือจะตัดทำลายความห่วงเสียก่อนที่จะตาย ก็ต้องเลือกเอาสักอย่างหนึ่ง มันเป็นไฟลท์บังคับ ไม่เลือกก็ไม่ได้เสียด้วย
.
พระพุทธเจ้าก็เป็นแต่เพียงผู้บอกผู้สอนให้รู้ดี รู้ชั่ว ให้รู้จักว่า อันใดควรละ อันใดควรบำเพ็ญเท่านั้น ส่วนเรื่องการประกอบความเพียรเพื่อชำระกิเลส เป็นกิจอันท่านทั้งหลายต้องทำเอง
.
ก็เห็น ๆ กันอยู่นี่แหละ มันมีแต่บุญกุศลคุณงามความดีเท่านั้น ที่จะเป็นสมบัติของเรา ติดตามดวงจิตเราไปได้ทุกภพทุกชาติ นอกนั้นก็ทิ้งไว้ให้ตกเป็นของคนอื่นมาชื่นชมกันต่อไป ก็แค่สมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเอง ทำไมต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจนถึงกับต้องปล้น จี้ ฆ่า ฟัน ทำร้ายกันด้วย
.
อยากได้อะไร ก็จงหามาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นั่นสิ! อย่าไปคดไปโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของเราโดยที่เจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้ มันทำให้ใจเป็นบาปไปเปล่า ๆ ของใครใครเขาก็รักก็หวงเหมือนกัน ถึงเอาของเขามาแล้วก็ชื่นชมอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวตายแล้วก็ต้องทิ้งไปอยู่ดี แต่ใจตนเองจะต้องไปเสวยวิบากในอบาย เพราะความชั่วที่โกงของคนอื่นมานั้น มันเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ฝังจมอยู่ในใจไปตลอดกาลนาน ยากที่จะลบล้างออกได้ง่าย ๆ
.
จึงถือเป็นการลงทุนที่ได้ผลไม่คุ้มเหนื่อย คือ มันจะขาดทุนย่อยยับป่นปี้ ดังนั้น จงอย่าได้พากันทำเสียเลย จงรักษาใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิ นั่นแหละดีกว่า เพราะเป็นเหตุให้ได้ มรรค ผล นิพพาน ในอนาคตกาลข้างหน้าต่อไป
.
จงจำไว้ว่า คนเรามันตายแต่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตนี้มันเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย เพียงแค่ย้ายที่อยู่ท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัยที่ได้ทำเอาไว้แต่ตอนเป็น ๆ นี่แหละ
.
อยากไปในที่ดี ก็จงทำเหตุที่ดี สุคติก็จึงเป็นอันหวังได้ อยากไปในที่ชั่ว ก็จงทำเหตุชั่ว ทุคติก็จึงเป็นอันหวังได้เช่นกัน ดังนี้แล เอวัง!!