ภิกษุณีปลอม VS ภิกษุณีจริง
.
วันนี้จะขอพูดเรื่องภิกษุณีสักเล็กน้อย เพื่อให้ชาวพุทธเข้าใจเสียให้ถูกต้องตรงกัน มิฉะนั้น หากปล่อยทิ้งไว้นานไป อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นความผิดกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป
.
สุดท้ายแล้วก็จะมองเห็นของผิดกลับกลายเป็นของถูก เห็นของเก๊กลับกลายเป็นของจริงขึ้นมา ดังนั้น สิ่งใดที่มันไม่ถูกต้อง ก็จงอย่าได้ส่งเสริม และอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน
.
บทความนี้ เราไม่มีเจตนาที่จะให้ไปกระทบกระทั่งท่านผู้ใด เพียงต้องการสำแดงความจริงให้ปรากฏเท่านั้น แต่ก็อาจต้องมีบางคนได้รับผลกระทบบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ เพราะจำเป็นต้องพูดความจริงตามพระธรรมวินัย มิอาจเห็นแก่หน้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้
.
ขอให้ผู้อ่านจงใช้วิจารณญาณในการอ่าน พิจารณาให้เป็นธรรม และเทิดทูนธรรมไว้เหนือเศียรเกล้า อย่าได้ลำเอียงไปตามกิเลสตัณหาที่หมักหมมอยู่ภายในใจ ก็จะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองในธรรมในวินัยตลอดไป
.
เนื่องจากคณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับสถานภาพของพวกภิกษุณี ที่กำลังพยายามแพร่พันธุ์อยู่ในประเทศไทยเวลานี้ เพราะมหาเถรสมาคมถือว่า พวกที่อ้างตัวเป็นภิกษุณี ได้บวชกันมาจากทางฝ่ายมหายาน ซึ่งคณะสงฆ์ไทยเห็นว่า เป็นการบวชที่ไม่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ และขัดกับระเบียบของคณะสงฆ์ไทยอย่างร้ายแรง
.
เพราะได้มีพระบัญชา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ห้ามภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย อุปสมบทให้แก่สตรี กับคำวินิจฉัยของมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งที่ ๒๘/๒๕๒๗ และครั้งที่ ๑๘/๒๕๓๐ ห้ามภิกษุสงฆ์ทำพิธีอุปสมบทให้สตรีเป็นภิกษุณี รวมทั้งพระวรธรรมคติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ก็ห้ามบวชให้แก่สตรีเพื่อเป็นภิกษุณี
.
ก็เป็นเหมือนประกาศิตตีตะปูตอกฝาโลง ทำให้เหล่าผีดิบภิกษุณีปลอมออกจากโลงไม่ได้ แต่ก็ยังมีความพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนที่จะออกจากโลง เพื่อให้ได้สถานะภิกษุณี ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า เป็นการบิดเบือนพระธรรมวินัย ก็ยังพอใจที่จะทำ
.
ในตอนแรกนั้น พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้มีภิกษุณี แต่เพราะเหตุที่พระอานนท์ทูลขอ ให้พระองค์ทรงรำลึกถึงคุณค่าน้ำนมข้าวป้อนของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ที่เป็นพระมารดาเลี้ยง ทั้งได้ทรงเลี้ยงดูพระสิทธัตถะราชกุมารมาแต่ครั้งเป็นทารกเยาว์วัย เป็นเหตุให้กตัญญูกตเวทิตาธรรมผุดขึ้นตักเตือนในพระหฤทัย จึงทรงอนุญาตให้พระนางบวชเป็นภิกษุณีได้ โดยต้องยอมรับครุธรรม ๘ ประการ
.
ในเบื้องต้นนั้น การบวชเป็นภิกษุณี จึงเป็นการบวชโดยรับครุธรรม ๘ ประการ โดยมีพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นภิกษุณีองค์แรก จากนั้นก็ปรากฏว่า มีภิกษุณีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาตามมาด้วยเรื่องที่พักอาศัยไม่เพียงพอ การเดินทางไปไหนมาไหน ก็ไม่อาจไปตามลำพังผู้เดียวได้ เพราะเกิดปัญหาด้านความปลอดภัย ภิกษุณีจึงไม่อาจอยู่ป่าอยู่เขา ต้องจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุเท่านั้น
.
เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับวิธีการอุปสมบทภิกษุณีให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยให้บวชในสงฆ์สองฝ่าย ด้วยไม่ทรงประสงค์ให้ภิกษุณีตั้งอยู่ได้นาน ทั้งให้ผู้มีอายุไม่ถึง ๑๘ ปี บริบูรณ์ ต้องบวชเป็นสามเณรีไปก่อน เมื่ออายุครบ ๑๘ ปี บริบูรณ์แล้ว จึงบวชเป็นสิกขมานา ถือศีล ๖ ข้อ มิให้ขาดเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าทำขาดเสียในระหว่างยังไม่ครบกำหนด ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
.
ส่วนผู้ที่จะเป็นอุปัชฌาย์บวชภิกษุณีได้เรียก ปวัตตินี ก็ต้องได้รับสมมติจากภิกษุณีสงฆ์ให้เป็นปวัตตินีได้ ทั้งต้องมีพรรษาได้ ๑๒ พรรษา ขึ้นไป และสามารถบวชภิกษุณี ได้คราวละ ๑ รูป เท่านั้น ในรอบ ๒ ปี คิดง่าย ๆ ว่า อุปัชฌาย์บวชภิกษุณี ๒ ปี บวชภิกษุณีได้รูปเดียว แล้วภิกษุณีจะสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไร
.
ดังนั้น ถ้าดูตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยสำหรับภิกษุณีเอาไว้ จะเห็นได้ว่า ภิกษุณีไม่มีโอกาสที่จะสืบทอดเชื้อสายมาถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างแน่นอน
.
เพราะผู้ที่จะเป็นสิกขมานาถือศีล ๖ ให้บริสุทธิ์ตลอด ๒ ปี ไม่ทำให้ศีลขาดได้นั้น ก็เป็นไปได้ยาก ทั้งภิกษุณีสงฆ์ที่จะให้สมมติก็เหลือน้อย ผู้ที่จะเป็นปวัตตินีบวชภิกษุณีได้จึงค่อย ๆ หมดไป ทั้งภิกษุณีใหม่ที่จะเป็นอุปัชฌาย์ได้ ก็ต้องรอถึง ๑๒ พรรษา และภิกษุณีบวชใหม่ก็มีได้เพียงรูปเดียวในรอบ ๒ ปี ถ้าไม่มีภิกษุณีสงฆ์ให้สมมติ ก็เป็นอุปัชฌาย์บวชภิกษุณีไม่ได้ เมื่อบวชในภิกษุณีสงฆ์แล้ว ยังต้องผ่านการบวชในฝ่ายภิกษุสงฆ์อีกด้วย จึงจะบวชสำเร็จเป็นภิกษุณีได้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต
.
ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ กับทั้งพระวินัยเกี่ยวกับการบวชภิกษุณีไว้อย่างเข้มงวดกวดขันเช่นนี้ ก็ด้วยมีพระพุทธประสงค์มิให้ภิกษุณีตั้งอยู่ได้นาน เพราะการให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีได้ จะเป็นเหตุทำให้อายุของพระพุทธศาสนาสั้นเข้า ทั้งพระสัทธรรมจะไม่ตั้งอยู่อย่างยั่งยืนนาน
.
เพราะเหตุที่สตรีถือเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์เกี่ยวกับสตรีเพศถึงขนาดว่า ไม่เห็นเสียได้นั่นแหละดี ถ้าจำเป็นต้องเห็นก็อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยก็ให้มีสติสำรวมกาย วาจา ใจให้เรียบร้อย อย่าเข้าใกล้สตรีเพศในลักษณะที่ผิดพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด
.
และที่สำคัญอย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ภิกษุณีที่บวชมาอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่พระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทยอมรับนั้น ได้เสื่อมสูญไปหมดแล้ว ไม่มีทางที่จะรื้อฟื้นกลับคืนมาได้อีก
.
เพราะถ้ามีการรื้อฟื้นกลับคืนมาใหม่ ก็จะไม่ใช่ภิกษุณีสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่จะกลายเป็นภิกษุณีปลอมที่เกิดขึ้นใหม่โดยการอปโลกน์กันขึ้นมาเองของคนกลุ่มนั้น อันเป็นการไม่เคารพในพระธรรมวินัยที่เป็นองค์แทนพระศาสดา
.
จึงเท่ากับเป็นการไปบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ และเท่ากับไปเพิกถอนในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว ซึ่งพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้น และถึงแม้กล้าที่จะทำ ก็ไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วได้ คือ ถึงบวชไปก็ไม่สำเร็จเป็นภิกษุณีได้นั่นเอง
.
ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ภิกษุณีที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ไม่มีแล้ว ที่มีอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียงบุคคลแต่งกายเลียนแบบภิกษุณีแค่นั้นเอง เพราะการบวชมีองค์ประกอบไม่ครบถ้วนตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ก็เป็นเหตุทำให้สังฆกรรมวิบัติไม่สมบูรณ์
.
ถึงแม้จะฝ่าฝืนกระทำการบวชต่อไป ก็มิอาจทำให้สำเร็จเป็นภิกษุณีที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ดังเช่นภิกษุณีฝ่ายมหายานที่สืบทอดกันมาทุกวันนี้ ย่อมมีข้อวัตรปฏิบัติที่ผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่างที่ถือปฏิบัติในฝ่ายเถรวาทอย่างสิ้นเชิง
.
การเป็นภิกษุณีที่ไม่สมบูรณ์ จะประพฤติวัตรปฏิบัติอันใดไปจนตาย ก็ไม่อาจจะได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ เพราะใจเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เคารพพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
.
คือ รู้อยู่ว่า ตนเองมิใช่ภิกษุณีที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็ยังพยายามที่จะฝืนทำตนให้เป็นเหมือนภิกษุณี ซึ่งก็เป็นได้เพียงแค่คนแต่งกายเลียนแบบภิกษุณีเท่านั้น จะพูดว่า เป็นภิกษุณีปลอมในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็ไม่ผิด และถึงแม้ว่าจะพยายามประพฤติวัตรปฏิบัติของภิกษุณีให้เคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะของตนให้กลายเป็นภิกษุณีที่แท้จริงขึ้นมาได้
.
อุปมาดังบุคคลมิได้เป็นพระภิกษุที่บวชอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยนี้ แต่แต่งกายเป็นพระภิกษุ เดินบิณฑบาต กินของทานที่เขาน้อมถวายมาเพื่อพระภิกษุสงฆ์ นั่งให้เขากราบไหว้ ล้วนเป็นกรรมหนัก ทั้งได้ชื่อว่า เป็นบุคคลประพฤติเท็จหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ ตายแล้วก็มีทุคติอบายภูมิเป็นที่ไปเบื้องหน้า
.
มีคำถามสอดเข้ามาว่า “ถ้าเช่นนั้น คนที่แต่งกายเป็นภิกษุณีอยู่ทุกวันนี้ ดังเช่นภิกษุณีในฝ่ายมหายาน จะไม่พากันไปอบายหมดสิ้นหรอกรึ?”
.
คำตอบ : ถ้าในสังคมนั้นเขาเชื่อว่า การแต่งกายเป็นภิกษุณีเช่นนั้น คือภิกษุณีในความเชื่อของเขา เขาไม่รู้จักว่า ภิกษุณีที่แท้จริงตามพระธรรมวินัยนี้ เป็นอย่างไร ที่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้ถือว่าสูญสิ้นไปนานแล้ว เขาไม่มีเจตนาที่จะแกล้งทำตัวเป็นภิกษุณีเพื่อหลอกลวงคนอื่นเลี้ยงชีพ ก็อาจมีโทษที่เบาลงด้วยไม่เจตนาประพฤติเท็จ แต่จะปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บรรลุ มรรค ผล นิพพานอยู่นั่นเอง
.
เปรียบเหมือนคนที่ไม่มีศีล เมื่อทำบุญทำทานก็ย่อมมีอานิสงส์อยู่บ้างเล็กน้อย แต่จะให้มีอานิสงส์เหมือนคนที่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ ย่อมหาเป็นไปได้ไม่
.
การนับถือศาสนาพุทธในแต่ละประเทศนั้น ใช่ว่าจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้เหมือนกันทั้งหมด ต้องมีผลของการปฏิบัติเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องด้วย นั่นคือ ที่ใดยังมีพระอริยบุคคล ๔ จำพวก ดำรงอยู่ ย่อมตายใจได้ว่า ที่นั้น ยังมีข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นหนทางดับทุกข์ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยดำรงอยู่อย่างแน่นอน
.
ดังนั้น จงอย่าคิดว่า การได้แต่งกายเป็นภิกษุณีแล้ว ตั้งใจประพฤติวัตรปฏิบัติของภิกษุณีแล้ว จะเป็นบุญเป็นกุศลมาก อย่าได้คิดอย่างนั้นเลย เพราะการสืบทอดของภิกษุณีฝ่ายมหายานที่มีอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ใช่ภิกษุณีที่แท้จริงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องจากข้อวัตรปฏิบัติที่แปลกต่างไปจากพระวินัยปิฎกของฝ่ายเถรวาทชนิดที่ไม่อาจยอมรับได้
.
ดังนั้น การนุ่งห่มจีวรทำตัวเป็นภิกษุณีโดยที่ไม่ใช่ภิกษุณีจริง ย่อมเป็นเหตุทำใจให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถือเป็นการประพฤติเท็จหลอกลวงให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่า เป็นภิกษุณีจริง หลงกราบหลงไหว้ ทั้งกินของทานของเขา ที่เขาตั้งใจถวายเพื่อภิกษุณีสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ตัวเองไม่ใช่ภิกษุณีจริง นี่แหละ มันจึงเป็นบาปหนักหนาสาหัสยิ่งนัก
.
คนที่อยากเป็นภิกษุณี ก็จงลองตรวจตรองดูด้วยปัญญาของตนเองอย่างเป็นธรรมเป็นวินัย อย่าเอากิเลสตัณหาความอยากเป็นภิกษุณีเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็อาจพอมองเห็นสัจธรรมได้
.
หากอยากบวชเพื่อปฏิบัติให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน จริงแท้ จงถอดเครื่องแบบภิกษุณีออกเสีย แล้วไปห่มขาวบวชเป็นนางชี ถือศีล ๘ ให้บริสุทธิ์ ถ้ามีนิสัยวาสนาบารมีสั่งสมมาดีแล้ว ตั้งใจรักษาศีล เจริญสมาธิ อบรมปัญญา ทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ก็ยังมีหวังจะได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ยังมีอานิสงส์มากกว่าการปฏิบัติแต่งกายเลียนแบบภิกษุณีอีกตั้งเป็นล้านเท่า
.
จงรู้ไว้เถิดว่า การเป็นนางชีที่ถือศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ยังดีกว่าการเป็นนางภิกษุณีปลอมที่ถือศีล ๓๑๑ ขาดวิ่นอย่างเทียบกันไม่ได้ จงยอมเป็นหยกที่แหลกละเอียด ยังไงก็มีคุณค่ามากกว่าเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์
.
ถ้าอยู่ในประเทศที่ศาสนาพุทธเสื่อมแล้ว เขาไม่รู้จักว่า พระธรรมวินัยแท้ ภิกษุแท้ ภิกษุณีแท้ เป็นอย่างไร นั่นก็ถือว่า เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็คงต้องยกไว้ให้เป็นเรื่องกรรมของสัตว์ในประเทศนั้น ๆ จะผิดจะถูกก็ต้องปล่อยไปตามกรรมของเขา ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น ถ้าอยากเป็นภิกษุณีปลอมก็จงไปอยู่ในประเทศที่เขายอมรับภิกษุณีปลอม
.
แต่มาอยู่ในประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า ศาสนาพุทธเจริญสูงสุดในโลก พระภิกษุผู้ที่ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมรรค ทรงผล ทรงนิพพาน ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ เมื่อพระมหาเถระผู้ทรงธรรมทรงวินัย ท่านบอกกล่าวว่า ภิกษุณีจริงแท้ ได้เสื่อมสูญหมดสิ้นไปแล้ว ก็ควรที่จะน้อมรับฟัง และนำไปปฏิบัติ แต่กลับยังคงดื้อรั้น นี่! พูดถึงเฉพาะภิกษุณีปลอมที่มาอยู่ในประเทศไทยเท่านั้นนะ!! ไม่เกี่ยวกับในประเทศอื่น
.
เพราะการปฏิบัติธรรม ก็เพื่อจุดประสงค์ให้ได้สำเร็จพระอรหันต์ แต่เมื่อไม่เชื่อคำสอนของพระอรหันต์แล้ว การปฏิบัติธรรมก็เป็นโมฆะไปเท่านั้นเอง ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ครูบาอาจารย์หลายท่านที่อัฏฐิกลายเป็นพระธาตุ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภิกษุณีแท้ได้สาปสูญไปนานไม่มีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันแล้ว
.
แต่ภิกษุณีปลอมเหล่านี้ก็ยังคงดื้อรั้นด้วยทิฏฐิมานะของตนเอง ยังพอใจที่จะแต่งกายเลียนแบบภิกษุณีหลอกลวงกินของทานของชาวบ้านไปวันหนึ่ง ๆ อยู่เช่นนี้ ก็ถือว่า มีเจตนาที่จะประพฤติเท็จหลอกลวงคนอื่น ย่อมเป็นกรรมหนัก สู้ไปกินถ่านเผาไฟแดง ๆ ให้มันลวกปากตายเสียยังจะดีกว่า เพราะตายแล้วไม่ต้องไปตกนรก
.
น่าเสียดายเวลาที่ปล่อยให้หมดไปเปล่า ๆ จงตั้งสติสังเกตดูใจตนเองให้ดีเถิด ก็คงจะพอรู้ได้ว่า ภาวนาแล้วใจมันเป็นไปอย่างไร มันมีแต่จะตกต่ำลงสู่หายนะไปเรื่อย ๆ เพราะศีลมันไม่บริสุทธิ์นั่นเอง ถ้าเป็นผู้มีปัญญา ก็ควรจะพิจารณาเห็นโทษได้ด้วยตัวเอง ผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีใครกล้าที่จะขัดขืนพระธรรมวินัย ขัดขืนคำสั่งสอนของพระอรหันตสาวกได้เลย
.
หากยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ ให้เปลี่ยนไปนุ่งขาวห่มขาวบวชเป็นนางชีถือศีล ๘ ให้บริสุทธิ์ อย่าได้ยินดีต่อการประพฤติเลียนแบบภิกษุณี ก็ยังพอมีหวังจะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน จากการทุ่มเทปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้อยู่
.
ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ ไม่ใช่ของที่ใคร ๆ จะเอามานุ่งเล่นห่มเล่นได้ตามใจชอบ ผู้ที่มิใช่ ภิกษุ หรือ ภิกษุณี ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง ขืนเอามานุ่งห่ม ก็เท่ากับสร้างความวิบัติฉิบหายให้กับตัวเองโดยถ่ายเดียว
.
ใครจะสำคัญผิดคิดว่า ตัวเองเป็นภิกษุ หรือ เป็นภิกษุณี ก็ตาม ถ้าในความเป็นจริงไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่ จะเอาความสำคัญผิดไปทำให้ภิกษุปลอม หรือภิกษุณีปลอม กลับกลายเป็นภิกษุจริง หรือภิกษุณีจริง หาได้ไม่
.
ควรทราบว่า มรรค ผล นิพพาน มิได้อยู่ที่เครื่องแบบที่สวมใส่ แต่อยู่ที่การปฏิบัติที่ถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยเท่านั้น ในเมื่อครูบาอาจารย์พระอรหันต์หลายรูป ท่านยืนยันว่า ภิกษุณีที่แท้จริง ตามพระธรรมวินัยนี้ ได้เสื่อมสูญไปหมดแล้ว ก็จงเชื่อฟังท่านไว้เถิด ไม่มีอันใดจะเสียหาย
.
แต่การดันทุรังจะเป็นภิกษุณีตามกิเลสตัณหาของตัวเองให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องในทางพระธรรมวินัย นั่นแล จะสร้างความวิบัติฉิบหายให้กับตนเองอย่างแน่นอนนัก ทั้งจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิพลาดหวังจากมรรค ผล นิพพาน ไปอีกตลอดกาลนานแสนนาน
.
ต้องขออภัยที่พูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่บิดเบือน ไม่เจตนาจะว่ากล่าวให้ร้ายท่านผู้ใด เพียงต้องการสำแดงพระธรรมวินัยให้ชาวพุทธได้ประจักษ์ ให้ได้รู้ความจริงของภิกษุณี จะได้ไม่หลงเชื่อถูกเขาชักจูงให้ทำอะไรไปแบบผิด ๆ เป็นเหตุให้คิดผิด ทำผิด พูดผิด ส่งเสริมการกระทำที่ผิด ๆ ทั้งทำให้เข้าใจผิดคิดว่า สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยนี้ โดยหลงคิดว่าเป็นบุญเป็นกุศล
.
ดังนั้น ใครที่คิดจะบวชเป็นภิกษุณีปลอมถือศีลขาดวิ่น ก็จงคิดให้หนัก ๆ อย่าได้คิดทำเสียเลยจะดีกว่า เพราะมันอาจได้ไปเสวยทุกข์อยู่ในอบาย
.
ถ้าจะบวชเพื่อมุ่งหวังความหลุดพ้นอย่างแท้จริง ไม่มุ่งหวังแสวงหาลาภสักการะ ก็จงไปบวชเป็นนางชีถือศีล ๘ ที่สมบูรณ์ ยังมีสิทธิ์ที่จะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ตามสมควรแก่วาสนาบารมี
.
อย่าไปยินดีกับการเป็นนางภิกษุณีปลอมนุ่งห่มจีวรของพระอรหันต์ แต่ถือศีล ๓๑๑ ขาดวิ่น มันจะเป็นเหตุให้ไปสู่อบายภูมิ
.
เสียทีที่เกิดมาเป็นชาวพุทธได้พบพระพุทธศาสนาที่เลิศล้ำ แต่กลับมากระทำตนให้เป็นโมฆะด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพียงแค่ปรารถนาจะแต่งกายเลียนแบบภิกษุณี รู้ก็ทั้งรู้ว่า ปฏิบัติได้ไม่สมบูรณ์ ก็ยังพอใจที่จะทำ
.
มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบที่สวมใส่ แต่อยู่ที่ใจเป็นสัมมาทิฏฐิปฏิบัติถูกต้องตรงต่อพระธรรมวินัยหรือไม่ต่างหาก มีความเคารพนอบน้อมต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงใจ จึงจะเป็นเหตุให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้
.
เครื่องแบบที่นุ่งห่มเป็นเพียงสมมติแยกแยะให้เห็นความแตกต่างของเพศและข้อปฏิบัติตามควรแก่ฐานะเท่านั้น ถ้าการปฏิบัติไม่ตรงต่อพระธรรมวินัยเสียแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะได้ มรรค ผล นิพพาน แต่อย่างใดเลย ถ้าบวชแล้วไม่หวังที่จะได้มรรค ผล นิพพาน ก็สู้อย่าบวชเสียเลยจะดีกว่า
.
#ดอยแสงธรรม_๒๕๖๙
.