dot

dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
dot

dot
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 2 คน
dot


ฟัง F.M. 103.25 MHz.
ชมทีวีช่องหลวงตา
ฟังวิทยุออนไลน์ วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
ขอเชิญสมัครสมาชิกอุปถัมภ์สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม face book วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม twitter วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน


พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๕

 

มงคลสมรส

       เมื่อมโหสถมีอายุได้ 16 สมควรจะมีภรรยาได้แล้ว พระนางจึงทูลพระเจ้าวิเทหราช ๆ ก็ดำริจะจัดการมงคลสมรสให้มโหสถ แต่มโหสถขอตัวไปเลือกผู้ที่ถูกใจก่อนสัก 2-3 วันก่อน ถ้าหาได้จะมากลาบทูลให้ทรงทราบ ถ้าไม่ได้ก็จะกลับมาสมรสกับผู้ที่พระเจ้าวิเทหราชทรงเลือกให้ พระเจ้าวิเทหราชก็ยินยอม มโหสถจึงเดินทางออกไปนอกเมืองเพื่อเสวงหาสตรีที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะกัลยาณี

     แต่ว่าที่มโหสถไปนั้นไปอย่างปลอมแปลงเป็นนายช่างซ่อมแซมเสื้อผ้า หาได้ไปอย่างมโหสถไม่ เขาเดินทางออกไปทางด้านอุดรของพระนคร ก็ไปถึงหมู่บ้านอุตตรวยมัชฌคาม

    ในบ้านนั้นมีตระกูลเก่าตระกูลหนึ่ง แต่บัดนี้ตกยาก ยังคงเหลือแต่สามี ภรรยากับบุตรสาวอีกคนหนึ่งเท่านั้น บุตรของท่านทั้งสองสมบูรณ์สวยลักษณะของหญิงที่ดี มีผู้ประสงค์จะได้ไปเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากด้วยกัน แต่นางก็หาไยดีกับใครไม่นางมีชื่อว่า อมร บิดาของนางต้องออกไปไถนาแต่เช้าทุกวัน นายช่างซ่อมเสื้อผ้ามโหสถ เดินทางนั้นผ่านมาก็พอดีพบกับนางซึ่งจะไปส่งข้าวบิดาซึ่งกำลังไถนาอยู่ มโหสถเห็นดำริว่า หญิงผู้นี้สวยงามจริงจังทั้งกิริยา ทั้งมารยาทก็สมเป็นกุลสตรีโดยแท้ พอเห็นก็เกิดความรัก นางอมรก็เช่นกัน พอเดินสวนกันเท่านั้นนางก็เกิดพอใจเสียแล้ว มโหสถคิดจะลองปัญญาของนางดู ว่านางจะรู้หรือไม่ จึงยืนอยู่ แล้วยื่นมือออกไปกำมือ นางอมรทราบความหมายออกทันทีว่าบุรุษนี้ถามเราว่า มีสามีหรือยัง นางก็หยุดยืนพร้อมกับแบมือซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกว่ายังไม่มี มโหสถเมื่อทราบความแล้ว จึงเดินไปใกล้นางพลางถามว่า
     “ขอโทษเถิดนาง นางมีชื่อว่าอะไร” นางอมรตอบว่า
     “สิ่งที่บ้าพเจ้าไม่มีในอดีต ปัจจุปัน และอนาคต นั้นแหละเป็นเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า” ดูเอาเถอะ คนมีปัญญาเขาเล่นสำนวนกันน่าดูเหมือนกัน พอพูดเท่านั้น มโหสถก็ทายได้ว่านางชื่อ “อมร” เพราะอมรแปลว่าไม่ตาย คำว่าไม่ตายไม่เคยมีใครมี ไม่ว่าเป็นกาลที่ล่วงมาแล้ว หรือกำลังเป็นอยู่ หรือในเบื้องหน้า จึงพูดกับนาง
     “ชื่ออมรหรือ”
     “นั่นแหละเป็นชื่อของข้าพเจ้า”
     “แล้วนางจะเอาข้าวไปให้ใคร?”
     “ให้บุพเทพ”
     “ถ้าจะเอาไปให้บิดา”
     “ถูกต้อง”
     “ท่านทำอะไรอยู่ล่ะ?”
     “ทำสิ่ง 1 โดยส่วนสอง”
     “คงไถนาล่ะสิ”
     “ถูกต้อง”
     “อยู่ที่ไหนล่ะ?”
     “อยู่ที่คนไปแล้วไม่กลับ”
     “อ๋อ ก็คงข้าง ๆ ป่าช้านั้นเอง”
     “นางไปแล้วจะกลับหรือไม่กลับวันนี้”
     “ถ้าข้าพเจ้าจะไม่กลับ ถ้าไม่มาข้าพเจ้ากลับ” มโหสถรู้ได้แน่นอนว่า บิดาของนางไถนาอยู่ใกล้ ๆ ป่าช้าแถบริมน้ำ เพราะถ้าน้ำขึ้นนางจะข้ามกลับมาไม่ได้จึงบอกได้ว่า ถ้าจะไม่กลับ ถ้าน้ำไม่ขึ้นนางก็จะข้ามกลับจึงบอกความนั้นแก่นาง นางก็รับว่าถูกต้อง นางอมรจึงเชื้อเชิญให้มโหสถบริโภคอาหาร มโหสถก็บริโภคตามคำเชิญ ซึ่งนางก็แบ่งอาหารให้มโหสถทานส่วนหนึ่ง

 ปริศนาซึ่งไม่เหลือวิสัยของมโหสถแล้วนางก็รีบเอาอาหารไปส่งบิดา มโหสถก็เดินไปตามที่นางอมรบอก จนกระทั่งถึงบ้านซึ่งมีแต่มารดาของนางอยู่คนเดียว นางเชื้อเชิญมโหสถให้ปริโภคอาหาร แต่มโหสถกลับบอกว่า
“นางอมรให้ข้าพเจ้าทานแล้ว” นางก็รู้ทันทีว่าชายผู้นี้พอใจธิดาของนางจึงมาถึงบ้าน มโหสถรู้ว่าตระกูลนี้ยากจน จึงบอกว่า
“คุณแม่ ผมเป็นช่างซ่อมแซมเสื้อผ้า ใครมีเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมบ้าง ผมคิดราคาย่อมเยาจริง ๆ”
“เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ น่ะมี แต่เงินที่จะจ้างไม่มี”
“เอามาเถอะคุณแม่ ผมจะทำเอง” มารดาของนางไปขนเสื้อผ้าขาด ๆ มาให้มโหสถซ่อมแซมพักเดียวเท่านนั้นก็เสร็จเรียบร้อย พวกชาวบ้านรู้ก็พากันนำเสื้อผ้ามาซ่อมแซมบ้าง พักเดียวมโหสถก็ทำเสร็จ ได้ค่าจ้าง 4.000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากโขอยู่
ตกตอนเย็นนางอมรก็แบกฟืนกลับมาบ้าน บิดาของนางกลับเย็นกว่านางอีก ในฐานะเป็นแขก มโหสถได้บริโภคอาหารก่อนคนอื่นแล้วบิดามารดาของนางจึงกินภายหลัง มโหสถพักอยู่ที่นั้น 2-3 วัน พยายามพินิจพิจารณาดูนางอมรว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเห็นความดีของนางอมรจึงคิดจะทดลองว่านางจะฉลาดเฉลียวอย่างไรบ้าง
“แม่อมร วันนี้เอาข้าวสารกึ่งทะนานหุงเป็นข้าวสวยต้มข้าวต้ม และทำขนมด้วยนะ” นางรับคำ แล้วเอาข้าวครึ่งขนานไปตำที่เป็นตัวดีต้มข้าวต้ม และเอาที่หักนิดหน่อยหุงเป็นข้าวสวย และปลายทำขนม เวลากิน แม้จะอร่อยมโหสถก็แกล้งเป็นว่าไม่อร่อย
“แย่จริง แม่อมรหุงข้างก็ไม่ได้ความ ยิ่งข้าวต้มก็เละเทะไปหมด ขนมก็ไม่น่ากิน เข้ามานี้สิ” นางก็เดินเข้ามา รู้ไหมว่ามโหสถทำอย่างไร เขาข้าวสวยและข้าวต้ม และขนม ผสมกันขยำ ๆ ดีแล้วเอามาทาตัวนางอมรตั้งแต่เท้าถึงศรีษะ
“ไปออกไปทีเดียว” โดยไม่ต่อล้อต่อเถียง นางอมรก็ออกไปโดยมิได้แสดงอาการโกรธเคือง เห็นว่านางไม่โกรธ มโหสถก็ยิ่งพอใจ จึงเรียกนางเข้ามา
“แม่อมร” พอเรียกนางก็เข้ามา เขาเอาผ้าเนื้อดีให้ 1 ผืน
“เอ้า เอาไปอาบน้ำอาบท่าผลัดเปลี่ยนเสีย แล้วจึงเข้ามา” พร้อมกับเอาเงินให้บิดามารดาของนางอมรรวมได้ถึง 8,000 บาท แล้วกล่าวว่า
"คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขอรับอมรไปอยู่ด้วยกันล่ะ ขอคุณพ่อคุณแม่จงเป็นสุขเถิด” บิดามารดาของอมรก็ยินยอม พร้อมกับให้ศีลให้พรเป็นอันมาก

เมื่อทั้งสองออกเดินทางจากบ้านมาแล้ว มโหสถก็ให้ร่มและรองเท้าแก่นางอมร แต่แล้วมโหสถก็คิดสงสัย เพราะในขณะแดดร้อนจัดนางอมรหุบร่มเสียเดินตากแดดไป พอถึงใต่ร่มสิ นางกลับกางร่มและรองเท้าก็เหมือนกัน ในที่ดอนนางอมรก็ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าไป ยามจะลุยน้ำนางจึงสวมรองเท้า เห็นอาการออกจะไม่เข้าที อดไม่ได้เลยต้องถาม นางตอบว่าอย่างไรรู้ไหม? นางตอบว่า
"ที่ข้าพเจ้ากางร่มภายไต้ต้นไม้ เพราะไม่ทราบว่าไม้แห้งไม้ผุอะไรจะหักตกลงมาประทุษร้ายร่างกายบ้าง และในขณะเดินบนดอนข้าพเจ้าไม่สวมรองเท้า เพราะเห็นว่าที่แจ้งอาจเห็นหนามได้ แต่ในน้ำที่ต้องสวมเพราะอาจมีภัยอันตรายต่าง ๆ ได้”
เมื่อไปถึงบ้าน มโหสถก็ยังไม่แสดงตนให้นางทราบว่าตนคือ มโหสถ จึงพานางไปฝากไว้ที่ประตู แล้วกระซิบบอกผู้เฝ้าประตูให้ดูไว้ แล้วตนก็เข้าไปภายในบ้าน พร้อมส่งคนในบ้านออกมาเกี้ยวพาราสีนาง แต่นางก็ไม่ยินดี จนสุดท้ายให้คนไปฉุดนางมาจากประตู นางมาเห็นมโหสถ ซึ่งแต่งตัวอย่างผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มิได้กำหนดให้แน่นอนก็จำไม่ได้ พอนางแลเห็นก็หัวเราะแล้วร้องไห้
“มโหสถจึงให้คนไปถามนางว่าเหตุใรนางจึงหัวเราะแล้วร้องไห้ นางก็บอกว่า
“ที่นางหัวเราะเพราะดีใจที่เห็นสมบัติของท่านมากมาย ท่านคงได้สั่งสมไว้แต่ชาติปางก่อนมามาก มาชาตินี้จึงได้ร่ำรวยนักหนา แต่ที่ข้าพเจ้าร้องไห้ก็เพราะเห็นว่าตายไปท่านจะตกนรก ก็เลยพลอยเสียใจด้วย” มโหสถทำเป็นโกรธนาง
“ปากดีนัก ชะ นางนี่ ชนิดนี้ต้องส่งโรงสีทำงานหนักเสียจึงจะสมควร” แล้วสั่งให้คนใช้พานางกลับไปที่เดิม พอตกตอนเย็นก็ปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้าไปแรมคืนอยู่กับนางอีก


รุ่งขึ้นก็ได้กราบทูลให้พระนางอุทุมพรทราบว่าตนได้นางที่ตนพอใจแล้ว พระนางก็กราบทูลให้พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบ พระองค์ได้สั่งจัดการแต่งงานคนทั้งสองอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าภาพทุกประการ และนับแต่นั้นมาเจ้ามโหสถก็อยู่ร่วมกับภรรยาเป็นสุขสำราญ
ยังไม่จบเรื่องของเจ้ามโหสถ ยังมีต่ออีก...นักปราชญ์เฒ่าหัวงูทั้ง 4 อันมีเสนกะเป็นหัวหน้าเห็นมโหสถได้รับความเอ็นดูจากพระเจ้าแผ่นดินเกินหน้าพวกตนก็เกิดความไม่ชอบใจ และเห็นว่ามโหสถยังอยู่ตราบใดพวกตนก็คงยังด้อยความนิยมนับถืออยู่ตราบนั้น และอีกประการหนึ่งมันมีเมียสวยและฉลาดเสียด้วย ถ้าคนได้กับพวกเราคนใดคนหนึ่งก็จะดีจึงนัดประชุมปรึกษาหารือกันวางแผนทำลายมโหสถพร้อมกับจะได้นางอมรไว้ในครอบครองอีกด้วย
"พวกท่านทั้งสามมีความเห็นอย่างไรในการจะทำลายอ้ายเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้”
“ยังงี้มันต้องความคิดของอาจารย์ พวกกระผมไปไม่ตลอดหรอกครับ”
“เรามีความคิดอย่างหนึ่ง แต่ว่าพวกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่”
“ลองบอกก่อนสิครับ ถ้าเป็นเรื่องไม่รุนแรงนัก พวกผมเป็นตกลงเลย”
“คือว่าเราทั้ง 4 ต้องลักพระราชสมบัติแล้วเอาไปไว้ที่บ้านเจ้ามโหสถ แล้วกล่าวหาว่ามันเป็นขโมยพระราชทรัพย์ เท่านั้นมันจะต้องตาย หรืออย่างน้อยก็ถูกเนรเทศ แล้วเมียมันจะไปไหนเสีย ก็ต้องมาเป็นเมียเรา เอ้ย...ไม่ใช่ คือว่าเป็นเมียของพวกเราไม่คนใดก็คนหนึ่ง ยังงี้ดีไหม?”
“ดีจริงครับ อาจารย์”
“ถ้าเช่นนั้นเรามาวางแผนกันเลย เราเองจะลักปิ่นปักผมของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านปุกกุสะลักดอกไม้ทอง ท่านกามินทร์จงเอาผ้าคลุมบรรทมมา ส่วนท่านเทวินทร์จงเอาฉลองพระบาททองมา แล้วให้คนนำไปขายที่บ้านมัน แล้วทีหลังเราก็เอาคนไปค้นจับมันเลย”

 ทุกคนลงความเห็นชอบด้วยกัน และเริ่มดำเนินตามแผนโจรกรรมที่วางไว้ เมื่อได้มาแล้วเสนกะก็วางอุบายต่อไปคือให้หญิงคนใช้ของตนคนหนึ่ง เอาเปรียงใส่หม้อไปขายให้คนในบ้านมโหสถ ถ้าคนอื่นซื้อไม่ขาย ถ้าคนในบ้านมโหสถล่ะก็ให้ขายไปเลยทั้งหม้อด้วย พร้อมกับเอาปิ่นทองใส่ก้นหม้อไปด้วย หญิงคนใช้ก็เอาไป “เปรียงแม่เอ๊ย อย่างดี ใหม่ สด ดีไม่มีสอง” แล้วแม่ค้าก็เดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าบ้านมโหสถ
นางอมรอยู่ภายในบ้านมองเห็นความผิดปกติของชาวค้าชาวขาย ทำไมมาเดินวน ๆ เวียน ๆ อยู่แถวหน้าบ้านตนเช่นนี้คงเห็นจะมีอะไรผิดปกติเป็นแน่ จึงให้คนใช้หลบไปเสียก่อน นางเองออกไปเรียกคนขายเปรียงมา พอนางเผลอก็ล้วงมือลงไปในหม้อก็เจอปิ่นทอง แต่นางทำเป็นไม่รู้ เสทำเป็นถามโน่นถามนี่
“เปรียงของแม่ค้าดีจริงหรือเปล่าคะ”
“ดีแน่เชียวคะ เป็นของใหม่และสดจริง ๆ และเป็นของที่มาจากนมบริสุทธิ์จริง ๆ”
“แม่ค้าอยู่ไกลไหมคะ”
“ดิฉันอยู่บ้านท่านเสนกะคะ”
“แล้วทำไมมาขายของล่ะคะ”
“หารายได้พิเศษน่ะคะ” แม่ค้าตอบอย่างไม่ค่อยเต็มคำนัก
“ถ้าดีจริง ๆ ฉันจะซื้อไว้เอง”
“คะดิฉันจะคิดให้ถูก ๆ และขี้เกียจจะเอาหม้อกลับไปเลยแถมให้เสียด้วย” นางอมรก็จัดแจงจดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้

รุ่งขึ้น ปุกกุสะให้นางทาสีเอาดอกไม้ใส่กระเช้ามาขายพร้อมกับเอาดอกไม้ทองใส่ก้นกระเช้ามาด้วย นางคนขายคนนั้น ก็แสดงอาการพิรุธคือมาเดินวนเวียนอยู่ที่บ้านของมโหสถ นางอมรเห็นเข้าก็นึกรู้ว่าคงมีอะไรอีกเป็นแน่ ก็เลยเรียกเข้ามาซึ้อ และสอบถามได้ความว่าอยู่บ้านปราชญ์ปุกุสะ นางได้พบดอกไม้ทองก็เก็บไว้ พร้อมจดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ด้วย

ส่วนกามินทร์ใช้ให้ทาสีในบ้านเอาผ้ามาขาย แต่ก็เอาผ้าคลุมบรรทมซ่อนใส่ข้างล่างไว้ด้วย ซึ่งนางอมรก็รู้ทันและได้สอบถามและก็จดไว้ด้วย เทวินทร์เอาข้าวโพดมาขาย พร้อมกับรองเท้าทองซ่อนใส่ในมัดข้าวโพดมาด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่พ้นการพิจารณาของนางอมรไปได้ ซึ่งนางก็ทำเป็นจดหมายหมายเหตุไว้อีก เมียดีเป็นศรีแก่ผัวเห็นจะเป็นอย่างนางอมรนี่เอง ไม่ปล่อยไปให้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านเข้ามาในบ้านรอดหูรอดตาไปได้ ถ้าปล่อยไปมโหสถเห็นทีจะแย่เหมือนกัน

เมื่อบัณฑิตทั้ง 4 ท่านส่งของเหล่านั้นไปเข้าบ้านมโหสถเสร็จแล้ว คราวนี้จะต้องถึงคราวที่จะติดตามของเหล่านั้นมาล่ะ ตาย ตายแน่ ๆ ทั้ง 4 คน คิดเหมือน ๆ กัน
ประวัติศาสตร์ของไทยเราเคยมีมาแล้ว ดำเนินนโยบายเหมือนเรื่องนี้ แต่เรื่องสำเร็จเพราะถูกคนใส่ความต้องหัวขาดโดยราชอาญา แม้ใครจะรู้ภายหลังก็ธุระไม่ใช่ สมัยแผ่นดินพระเพทราชา หลังจากเปลี่ยนแผ่นดินเสร็จเรียบร้อย เฉลิมฉลองยกย่องให้เกียรติแก่ผู้ช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว พระราชวังหลวง (นายจล คชสิทธิ์) ก็มีอันเป็นไปต้องราชอาญาฐานลักทรัพย์ คือถาดทอง ค้นของกลางได้ที่วังก็เป็นอันว่าตำเหน่งพระราชวังหลังต้องลงไปเสวยตำเหน่งในโปรโลก ดูเอาเถอะ พระราชวังหลังขโมยถาดทอง นี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ถ้าไม่มีลายลักษณ์อักษรก็คงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้ใครเอาอย่างใคร แต่เรื่องของมโหสถนี้เก่ากว่าประวัติศาสตร์ของเราแน่ ปราชญ์ทั้ง 4 คอยหาโอกาส

วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวกำลังสำราญพระทัยหลังจากออกขุนนางแล้ว ก็เสด็จมาสนทนากับนักปราชญ์ผู้ไม่อยากเห็นผู้อื่นดีกว่าตัว เสนกะได้ท่าจึงทูลถามว่า
“ขอเดชะ เดี๋ยวนี้พระองค์ไม่ทรงพระจุฑามณีเลยพระเจ้าค่ะ”
“ฮ้ะ ฮ้ะ ท่านนักปราชญ์สังเกตสำคัญจริง เราไม่ค่อยได้หยิบจุฑามณีมาใช้เลย ท่านอาจารย์เตือนขึ้นก็ดีแล้ว จะได้ใช้เสียที”
“เฮ้ย ใครอยู่ข้างในหยิบจุฑามณีมาให้ข้าที” ทรงหันไปร้องสั่งมหาดเล็ก แล้วก็หายเงียบไปสักพักใหญ่ มหาดเล็กคนหนึ่งก็ออกมากราบทูลว่า
“ขอเดชะ พระจุฑามณีไม่ได้อยู่ในที่พระเจ้าค่ะ พวกเก่าแก่คิดว่าพระองค์ทรงเอาออกมาเสียอีก”
“อุวะ ทรงอุทานด้วยความฉุนเฉียว
“ไปดูใหม่พร้อมทั้งรองเท้าและรองเท้าประจำตัวของข้าด้วย” เจ้ามหาดเล็กหายเข้าไปสักพักใหญ่ ก็กลับมาทูลว่า
“ท่านท้าวของที่ว่า ค้นหาจนทั่วแล้วก็ไม่พบ และยังมีของที่หายไปจากที่อื่นอีก 3 อย่างด้วยกัน”
“อะไรอีกล่ะ” ทรงถามสวนขึ้นมา
“มีที่รองพระบาท ดอกไม้ทอง และผ้าคลุมบรรทม พระเจ้าค่ะ”
“เอ ของในวังมันจะหายไปได้ยังไง ? ไปเรียกท้าวนางมา” มหาดเล็กก็ไปตามรับสั่ง

เมื่อท้าวนางมาแล้ว พระองค์ก็สอบถามแต่ก็ไม่ได้ความ อาจารย์เสนกะจึงกราบทูลขึ้นว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ เรื่องนี้คนใกล้ชิดเห็นจะไม่มีใครกล้า เพราะของเหล่านั้นตนเป็นผู้รักษาอยู่เอง เห็นจะเป็นคนนอกมากกว่า เพราะคนเหล่านั้นที่เข้านอกออกในได้ก็ไม่เห็นจะเป็นคนนอกมากกว่า เพราะคนที่เข้านอกออกในได้ก็ไม่เห็นมีใครนอกจากพวกข้าพระองค์ 5 คน และข้าพระองค์เคยได้ยินคนใช้มันพูดว่า มโหสถมีอาภรณ์เหล่านี้ใช้ เดิมทีข้าพระองค์ไม่เชื่อ แต่เมื่อมารู้ว่าของเหล่านี้หายไป ข้าพระองค์ก็เลยเชื่อว่ามโหสถเอาไปพระเจ้าค่ะ มโหสถเห็นจะไม่ซื่อเสียแล้วพระเจ้าค่ะ”

สายของมโหสถซึ่งวางไว้ก็รีบนำความไปแจ้งแก่มโหสถถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มโหสถรีบแต่งตัวเข้าวัง เพื่อจะไปแก้ข้อกล่าวหาของอาจารย์ทั้ง 4 แต่เมื่อไปถึงกลับถูกพระราชาไม่ให้เข้าเฝ้า เลยต้องกลับ และเมื่อมโหสถกลับออกไป โดยไม่ต้องไต่สวนทวนความให้แน่ชัดก็สั่งจับมโหสถทันที เมื่อมโหสถรู้ข่าว เห็นไม่มีทางแก้ตัวได้เลย ต้องหลบไปเสียก่อน
การกระทำของพระเจ้าวิเทหราชเช่นนี้ ตรงกับคำของครูเทพได้ว่าไว้ว่า

 ก็สมควรจะป่วนเปิง เพราะใช่เชิงตุลาการ
จะตัดสินจะตั้งศาล จะต้องโจทก์จำเลยสม
แม้ไต่สวนมิควรข้อง ก็ยกฟ้องนิรารมย์
จะชอบเชิงวิชาชิตชม เผชิญดุลวินิจฉัย ก็จริงอย่างว่า ถูกฟ้องก็เชื่อโดยไม่ได้ตรึงตรองให้แน่ชัดใครอยู่ใกล้พูดถูกใจ ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก ปั้นเข้าเป็นได้ความเรื่องนี้เคยมีมาแล้ว เอส ธมฺโม สนนฺตโน พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องเคยนี้มาแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ ไม่แปลกเขาทำกันยังงี้ทั้งนั้น

เมื่อราชบุรุษที่ไปจับกลับมากราบทูลว่า ไม่พบตัวมโหสถไม่ทราบว่าหายไปที่ไหน ก็รับสั่งให้จับให้ได้ ฝ่ายอาจารย์ทั้ง 4 ผู้เป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมให้ใครดีกว่าตน รู้ว่ามโหสถหนีไปแล้วก็ดีใจ ก้างขวางคอหมดไปเสียได้ผงในตาหลุดไปเสียได้ดีใจจริง ๆ จึงปรึกษากัน
“เจ้ามโหสถหนี หากโผล่มาเป็นถูกจับ นับแต่นี้พวกเราก็สบาย ไม่มีใครจะมาชิงดีชิงเด่นกับพวกเราทั้ง 4 คน อีกประการหนึ่ง เมียเจ้ามโหสถมันสวยกว่ายายแก่ของเราเป็นไหน ๆ พวกเราลองไปเกลี้ยกล่อมดู บางทีนางจะเห็นดีด้วยก็ได้”
“แต่ใครจะไปก่อนล่ะ” ก็หาคนไปไม่ได้ เพราะต่างคนก็ต่างจะไปโดยไม่ให้ใครล่วงรู้เลย เป็นอันว่าตกลงกันไม่ได้ แต่ทั้ง 4 คน ก็ส่งของกำนัลไปให้นางอมร ซึ่งนางก็รู้เท่าทันจึงนัดหมายให้อาจารย์ทั้ง 4 มาคนละเวลา โดยไม่ให้พบกันได้ แล้วนางก็จัดแจงทำกระดานหกที่หลุมส้วม


คอยดูต่อไปว่านางอมรจะจัดการกับตาเฒ่าหัวงูที่อยากมีเมียสาวสวยอย่างไรบ้าง เมื่อนัดให้อาจารย์เสนกะมาหาในยามค่ำ แล้วนางก็จัดแจงแต่งตัวไว้รับหน้าอย่างงามพริ้งทีเดียว พออาจารย์เสนกะโผล่เข้ามาพบ
“แม่เจ้าโว้ย..นางฟ้าหรือไร สวยงามหยดย้อยอย่างนี้ เดี๋ยวก็คงจะรู้ดีแน่” แต่นางอมรกลับบอกให้ไปอาบน้ำอาบท่าให้ดีเสียก่อนจะได้คุยกันอย่างสบาย แล้วก็ให้สาวใช้พาอาจารย์เสนกะไปเข้าห้องน้ำ นางสาวใช้ก็พาไปที่ทำกระดานหกไว้ พออาจารย์เสนกะก้าวเข้าไปกระดานก็หก อาจารย์เสนกะก็หล่นลงไปในหลุมอุจจาระทั้งหัวหูดูไม่ได้ เต็มไปด้วยอุจจาระทั้งนั้นจะขึ้นก็ไม่ได้ แลดูไปทางไหนก็มืดไปหมด ต้องเกาะข้างหลุมรอความตาย
จากนั้นอีกราวชั่วโมง ปุกกุสะซึ่งได้รับการนัดหมายจากนางอมรก็มา แล้วก็ตกลงไปในหลุมคูด้วยประการเดียวกัน ก็เป็นอันว่าบรรดาอาจารย์เฒ่าหัวงูทั้ง 4 ไม่มีใครรอดไปจากหลุมที่เต็มไปด้วยอุจจาระเลย

พอรุ่งเช้านางอมรก็ให้คนไปเปิดกระดานหก จับเอาตัวทั้ง 4 ซึ่งทอดอาลัยในตนแล้วขึ้นมา พอเห็นแสงสว่าง เหมือนเทวดามาโปรด นางอมรให้คนพาไปอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว บังคับให้คนโกนหัวเสียหมดทั้ง 4 คน ยังไม่พอเท่านั้น นางอมรยังให้ทำอีก เพื่อให้สมแค้น เพราะมโหสถถูกอาจารย์เหล่านี้ทำเล่ห์กล จนต้องหนีไปจากบ้าน นางให้สาวใช้กวนแป้งเปียก แล้วเอามาชะโลมตัวอาจารย์เจ้าเล่ห์ทั้ง 4 ซึ่งได้แต่มองตากันปริบ ๆ โดยไม่รู้จะพูดจาอย่างไรถูกอายเสียตนหน้าชาแทบจะแทรกแผ่นดินหนี พอชะโลมเสร็จแล้วก็ให้เอานุ่นมาโรยทั่วตัว แลดูขาวโพลนไปหมดด้วยกันทั้ง 4 คน

มาถึงตอนนี้ทำให้นึกถึงเรื่องรามเกียรติ์ตอนหนุมานเผากรุงลงกา ทศกัณฐ์สั่งให้เสนาเอาหนุมานไปคลุกนุ่นจนขาวไปทั่วทั้งตัวแล้วก็จุดไฟ แล้วเป็นไงรู้ไหมกรุงลงกาวอดไปทั้งเมือง แต่นี้ไม่ถึงกับมิถิลาวอด

เท่านั้นยังไม่พอ นางให้เอากระชุ แล้วเอาเสื่อลำแพนหุ้ม มัดด้วยเชือกให้แน่น เสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็เอาสิ่งของที่รับซื้อไว้ พร้อมกับให้คนแบกอาจารย์ทั้ง 4 ตามไปในพระราชวัง พอเป็นเวลาเสด็จออกขุนนาง นางอมรเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูล

 “ขอเดชะ เกล้ากระหม่อมฉันได้อาศัยพระบารมีของพระองค์อยู่เป็นสุขนึกถึงพระคุณ จึงนำเอาเครื่องบรรณาการมาถวายพระองค์” นางอมรก็ให้คนไปยกกระชุ ซึ่งหุ้มด้วยเสื่อลำแพนเข้าไปถวาย
“อะไรล่ะ แม่อมร?”
“ขอได้โปรดทอดพระเนตรเองเถิดเพคะ” ก็รับสั่งให้ราชบุรุษเปิดขึ้น ครั้งแรกมองไปคล้ายลิงเผือกแต่ดู ๆ ไปก็ไม่ใช่ ครั้งแรกจะไม่ได้ว่าเป็นใคร ภายหลังพิจารณาไปก็จำได้ว่าเป็นอาจารย์ทั้ง 4 ถึงกับทรงนิ่งอึ้ง
“นี่มันอะไรกัน? " ทรงถามตัวเองในพระทัย ส่วนขุนนางและราชบริพารที่เฝ้าอยู่ พอเห็นว่าเป็นอาจารย์ทั้ง 4 ก็อดขำไม่ได้ ปล่อยกันเสียครืนใหญ่ ลืมคิดไปว่าหน้าพระที่นั่งไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็ได้ถวายสิ่งต่าง ๆ ที่อาจารย์เหล่านั้นให้คนไปขายให้นาง พร้อมทั้งหลักฐานที่นางได้บันทึกไว้ถวายให้ทอดพระเนตร
ถึงเช่นนั้นพระเจ้าวิเทหราชก็หาได้จัดการอย่างไรไม่กลับให้อาจารย์ทั้ง 4 กลับบ้านได้ตามสบาย นี่คือความอยุติธรรมที่บุคคลจะได้รับจากผู้ใหญ่เหนือตนที่มีแต่อารมณ์เท่านั้น มโหสถตกอยู่ในสภาพมีปากก็เหมือนไม่มี พูดไม่ได้ โลกหนอโลกเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้ายังมีคนเช่นนี้อยู่เชื่อเถอะว่าความอยุติธรรมเช่นนี้ยังมีอยู่แน่ ๆ

หลังจากนั้นเทพเจ้าผู้รักษากัมพูฉัตรเห็นว่าจะไปกันใหญ่บ้านเมืองจะไม่มีขื่อมีแป เพราะคนสอพลอมีมาก ผิดก็ไม่ผิด ส่วนคนไม่ผิดบังคับให้ผิด คืนหนึ่งจึงปรากฎตัวในที่บรรทมของพระเจ้าวิเทหราช ตรัสถามปัญหา 4 ข้อ

ข้อ 1 ว่า ผู้ที่ตบตีผู้อื่นด้วยมือด้วยเท้า ตบปากผู้อื่น ผู้นั้นยิ่งเป็นที่รักของผู้ที่ถูกตี คือใคร?”

ข้อ 2 ว่า ผู้ที่ด่าว่าผู้อื่น แต่ไม่อยากให้เขาเป็นไปตามนั้น และคนถูกเป็นคนที่รักของคนด่า คือใคร?”

ข้อ 3 ว่า ผู้ที่โกหกกันเหลาะเเหละไม่เป็นความจริงแต่คนโกหกนั้นแหละเป็นที่รักของกันและกัน คือใคร?”

ข้อ 4 ว่า ผู้ที่เอาพัสดุสิ่งของ ข้าวน้ำผ้าผ่อนไป แต่ผู้นั้นกลับเป็นผู้ที่ชอบใจของเจ้าของพัสดุเหล่านั้น ผู้นั้นคือใคร?” รวมเป็นปัญหา 4 ข้อด้วยกัน

ถ้าพระเจ้าวิเทหราชตอบไม่ได้ตายแน่ ๆ ทีเดียว พระเจ้าวิเมหราชทรงกลัวเทวดานั้นมาก รุ่งเช้าจึงเรียกนักปราชญ์ทั้ง 4 มา แต่ทั้ง 4 ท่านกลับตอบมาว่า
"ขอเดชะ ข้าพระองค์ออกจากบ้านไม่ได้ เพราะถูกโกนศรีษะเป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ประชาชน” พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงส่งหมวก (หมวกแขก) ไปให้ใส่เข้ามา นักปราชญ์ทั้ง 4 จึงเข้ามาได้ เมื่อท่านปราชญ์ทั้ง 4 เข้ามาแล้วจึงตรัสถามปัญหา 4 ข้อนั้น ทั้ง 4 ก็จนปัญญาไม่สามารถจะตอบได้ เพิ่มความปวดเศียรให้แก่พระเจ้าวิเทหราชเป็นอเนกประการ
ตกกลางคืนเทวดาก็มาออกมาซักถามหาคำตอบว่าพระองค์ตอบได้หรือยัง ก็ตรัสตอบไม่ได้ แถมนักปราชญ์ประจำราชสำนักก็ตอบไม่ได้อีก
“พระองค์น่ะ มีเพชรใช้กลับไปเห็นพลอยดีกว่า ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องนี้มันต้องมโหสถ แต่ถ้าพระองค์ยังตอบไม่ได้ที่สุดคือ ความตาย” พอรุ่งเช้า ก็รับสั่งให้ออกค้นหามโหสถทั้ง 4 ทิศ พร้อมกับสั่งไปด้วยว่า ยกโทษให้หมดทุกอย่าง ให้มโหสถรีบเข้ามาเฝ้าเร็วที่สุด พวกราชบุรุษก็ออกตามไปพบมโหสถที่โรงช่างหม้อที่หมู่บ้านทิศใต้ มีเนื้อตัวเปียกมอมไปด้วยดินที่ปั้นหม้อ เขากำลังทำหน้าที่เป็นคนใช้ ซึ่งนายช่างปั้นหม้อได้ใช้ให้เขาทำอยู่พอพบราชบุรุษเข้าไปกราบไหว้แล้วบอกให้ทราบถึงว่าพระราชายกโทษให้แล้ว ขอให้รีบกลับไปเข้าเฝ้า

มโหสถพอเห็นราชบุรุษก็รู้ว่าหมดเคราะห์แล้ว จึงรีบทิ้งที่ตนกำลังกินอยู่ออกเดินทางมาเฝ้า เมื่อพระเจ้าวิเทหราชทราบว่า มโหสถมาเฝ้าทั้งที่กำลังมีเนื้อตัวที่เปื้อนเปรอะดินทรายเต็มไปหมด จึงสั่งให้ไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาเฝ้า มโหสถก็ทำตามรับสั่ง เมื่อเข้ามาเฝ้า

พระเจ้าวิเทหราชจึงได้ตรัสเล่าถึงปัญหาของเทวดา 4 ข้อ ให้ฟัง และถามท้ายว่าถ้าพระองค์ตอบไม่ได้ก็จะสิ้นพระชนม์ มโหสถได้ฟังก็หัวเราะ
“ง่ายพระเจ้าค่ะ”
“พิโธ่ เราเป็นทุกข์เป็นร้อนจะตายไป แม้ท่านปราชญ์ทั้ง 4 ผู้เก่งกล้าสามารถก็ยังไม่สามารถจะตอบได้ยังมาพูดเป็นเล่นเสียอีก”
“มิได้พระเจ้าค่ะ ไม่เป็นเล่น กระหม่อมทูลจริง ๆ ว่าปัญหานี้ง่ายมาก”
“เออ ถ้าอย่างนั้นก็โล่งใจ พ่อช่วยแก้ดูทีว่าอะไรเป็นอะไร”
"ขอเดชะ ปัญหาข้อมที่ 1 ที่ว่า ผู้ที่ตบตีผู้อื่นแต่ผู้ถูกตีกลับรักผู้ตีนั้น ก็ได้แก่เด็กน้อยกับมารดา บิดา เด็กน้อยแม้จะหยิกทึ่งตบตีมารดาบิดาอย่างไร มารดาบิดากลับรักเด็กนั้นมายิ่งขึ้น” พอแก้ปัญหาจบเทวดาก็ให้สาธุการ
“ดีจริงพ่อมโหสถ” จึงแก้ข้อ 2 ต่อไป
“ข้อที่ 2 ที่ว่า ผู้ที่ด่าผู้อื่นแต่ใจไม่คิดร้าย และผู้ถูกด่าก็เป็นที่รักของผู้ด่า ก็ได้แก่มารดาบิดาและบุตรพระเจ้าค่ะ เพราะเวลาบุตรขัดใจ มารดาบิดาจะด่าว่า แต่ในใจนั้นมิได้คิดร้ายไปด้วยเลย เพราะความรักแท้ ๆ จึงด่าว่าต่าง ๆ นานา”
“ดีจริงพ่อมโหสถ” เทวดาให้สาธุการอีก
"ข้อที่ 3 ที่ว่า ผู้ที่โกหกเหลอะแหละไม่เป็นความจริง แต่คนโกหกนั้นกับเป็นที่รักของกันและกัน ก็ได้แก่สามีภรรยาที่อยู่ในที่รโหฐาน ก็เย้าหยอกกันด้วยถ้อยคำที่ไม่จริง ซึ่งต่างก็รู้กันว่าไม่จริง แต่ก็โกหกกันและรักกัน” พระเจ้าวิเทหราชถึงกับทรงพระสรวล

“ง่ายจริงนะพ่อมโหสถ ทีเราเองคิดหัวแทบแตกแต่แก้ไม่ได้เลย” เทวดาก็ให้สาฑุการอีก
“ส่วนข้อที่ 4 ที่ว่า ผู้ที่เอาพัสดุสิ่งของข้าวปลาผ้าผ่อนไป ผู้นั้นกลับเป็นที่รักของเจ้าของเสียอีก ก็ได้แก่สมณชีพราหมณ์ผู้มารับไทยทานจากสัตบุรุษซึ่งถวาย แม้จะรับไปสักเท่าไดก้ไม่โมโหโกรธเคือง มีแต่จะถวายมากขึ้นเสียอีก”

“ดีจริง” เทวดาให้สาธุการ

และนับตั้งแค่นั้นมามโหสถก็หมดไปจากความระแวงของพระเจ้าวิเทหราชจะแย่งสมบัติ จึงพระราชทานเงินทองและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่เจ้ามโหสถอีกมากทาย ความริษยาบังเกิดขึ้นแก่อาจารย์ทั้ง 4 เป็นอันมาก เขาได้ปรึกษาหารือกันถึงการที่จะกำจัดเจ้ามโหสถ เมื่อคิดขึ้นได้จึงไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ผู้ที่มีจิตใจจะคิดการใหญ่อยู่เสมอแล้ว เขาจะไม่ยอมบอกความลับของตนแก่ใครเลย พวกข้าพระองค์พิจจรณาดูเจ้ามโหสถแล้วเห็นว่าไม่น่าไว้วางใจเสียแล้ว เพราะเข้าไม่ยอมบอกบอกความลับของเข้าแก่ใคร หากพระองค์ไม่เชื่อโปรดสอบถามดูก็จะได้ความจริง” พระเจ้าวิเทหราชไม่อยากจะเชื่อ แต่เห็นว่าพระองค์พอวินิจฉัยได้ จึงคิดลองดูก่อนว่าจะเหมือนถ้อยคำของอาจารย์ทั้ง 4 หรือไม่
ในเวลาเสด็จออกขุนนาง จึงปราาถเหตุอันควรไว้ใจและมิควรจะไว้ใจ และตรัสถามปราชญ์ทั้ง 4 ท่านเป็นลำดับกัน
“ท่านอาจารย์เป็นว่าควรจะบอกความลับแก่ใคร?”
“ข้าพระองค์เห็นควรบอกแก่มิตร เพราะแม้นักปราชญ์แต่ปางก่อนก็ให้บอกมิตร”
“ท่านปุกกุสะเล่า”
“ข้าพระองค์เห็นว่าควรบอกแก่พี่ชายน้องชาย”
“ท่านกามินทร์เล่า เห็นควรบอกแก่ใคร”
“ข้าพระองค์เห็นว่าควรบอกแก่บุตร”
“ท่านเทวินทร์เล่า”
“ข้าพระองค์ถือภาษิตของปราชญ์แต่โบราณว่า มิตรในเรือนคือแม่ของเรา จึงควรบอกความลับแก่มารดาของตน” แล้วจึงทรงหันไปทางมโหสถ พรางตรัสถามว่า
“พ่อมโหสถเล่า เห็นว่าอย่างไร ความลับควรจะบอกแก่ใครดี” ด้วยความซื่อมิได้คิดว่ามีเล่ห์กลอันใด มโหสถจึงทูลตอบออกไปว่า
“ขอเดชะ สำหรับความคิดของข้าพระองค์แล้ว เห็นว่าความลับของตนไม่ควรจะบอกใครทั้งหมดพระเจ้าค่ะ จนกว่าความคิดนั้นสำเร็จแล้วจึงค่อยบอกกับคนทั้งปวง” พระเจ้าวิเทหราชได้ฟังก็ทรงเสียพระทัยมากว่าเจ้ามโหสถจะเป็นอย่างนักปราชญ์ทั้ง 4 บอกเสียเป็นแน่ ภาษิตที่ว่า
“อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว” ยังเป็นความจริงที่ใช้ได้อยู่ทุกกาลสมัย เมื่อจิตใจคิดอย่างนั้น สีหน้าก็เสดงปรากฎชัดออกมาเสนกะมองพระราชา และพระราชาก็มองเสนกะ มโหสถเมื่อตอบออกไปแล้วเห็นพระราชาและเสนกะทำพิรุษก็ชักเอะใจ
“คงมีอะไรอีกแล้ว”

พอดีเป็นเวลาเย็นแล้ว มโหสถจึงกราบถวายบังคมลาไปบ้าน ในขณะกลับเดินคิดถึงเรื่องปราชญ์ทั้ง 4 ตอบพระราชาคิดอยากจะรู้ และทราบว่าทั้ง 4 ท่านเมื่อออกมาจากที่เฝ้าก็มักจะชอบมานั่งคุยกันที่ข้างประตูซึ่งมีถังข้าวคว่ำไว้ และปราชญ์ทั้ง 4 ก็มานั่งคุยกันบนก้นถังเสมอ ๆ จึงรีบไปยังที่นั้น และตะแคงถังข้าวขึ้นแล้วตนก็เข้าไปนั่งใต้ถังข้าวนั้น พร้อมกับสั่งบังคับให้คนสนิทไว้ว่าเมื่อเขาเข้าไปเรียบร้อยแล้วก็ให้หลบไปอยู่เสียให้ห่าง ๆ ต่อเมื่อเห็นอาจารย์ทั้ง 4 กลับออกไปแล้วจึงค่อยมาตะแคงถังข้าวให้มโหสถออกมา มโหสถเข้าไปอยู่ใต้ถังข้าวไม่นานนัก อาจารย์เจ้าเล่ห์ทั้ง 4 ออกจากที่เฝ้าแล้วก็มาประชุมกันอยู่ที่นั้น เสนกะจึงได้ถามอาจารย์ทั้ง 3 ว่า ที่ท่านบอกกับพระเจ้าอยู่หัวว่าควรบอกความลับของตนแก่คนนั้น ท่านได้รับบอกเล่ามาจากผู้ใดหรือไม่ว่าท่านได้เคยประพฤติมาแล้ว อาจารย์ทั้ง 3 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ท่านอาจารย์ ความลับเหล่านั้นพวกเราได้ปฎิบัติกันมาแล้ว และถ้าหากว่าพระราชารู้เข้าพวกเราจะพากันสิ้นชีวิตไปตาม ๆ กัน”
“ใครมันจะรู้นะ ก็มีแต่พวกเรา 4 คนเท่านั้นที่มา”
“ว่าไม่ได้นา มโหสถอาจจะมาอยู่ใต้ถังนี้ก็ได้” เสนกะพูดเล่นเป็นเชิงเย้าอาจารย์ทั้ง 3 พร้อมกับเอานิ้วมือเคาะถังข้าว
“คนเมายศอย่างเจ้ามโหสถ คงไม่ทำอย่างนี้เป็นแน่” เสนกะจึงเอ่ยขึ้น
“ความลับของข้าพเจ้าถ้าใครรู้เข้าข้าก็มีหวังเป็นตายแน่”
“บอกมาเถอะน่า ไม่มีใครเลยนี่นา”
“พวกเราจำหญิงโสเภณีที่ชื่อสิริมาได้หรือเปล่า”
“อ๋อ แม่คนสวยที่ติดจะหยิ่ง ยังแถมเลือกรับแขกน่ะเรอะ” เออ คนนั้นล่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“เดี๋ยวนี้พวกท่านเห็นนางบ้างหรือเปล่า?”
“เออ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยพบเห็นนางเลย หรือจะถูกเนรเทศไปทางไหนเสียแล้ว
“ไม่มีคนเนรเทศนางหรอก”
“แล้วนางหายไปไหนเสียเล่า”
“ก็เรานี่แหละที่ทำให้นางหายไป”
“ท่านอาจารย์ทำยังไงล่ะ”
“คือว่าวันหนึ่งเราให้คนไปรับนางมาที่สวนแห่งหนึ่งนางแต่งตัวมาเสียสวยทีเดียว เราเกิดไปชอบใจจี้ห้อยคอของนางเข้า เมื่อร่วมกับนางเสร็จแล้วเราเลยพลั้งมือบีบคอนางเสียตาย แล้วแถมเอาศพฝังเสียด้วย เครื่องประดับของนางเรายังเอามาห่อเก็บไว้ในเรือนไม่กล้าเอาออกมาใช้ เพราะกลัวคนจำได้ นางเลยหายสาปสูญไป และเราได้บอกความลับนี้แก่สหายคนหนึ่ง เราจึงได้ทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าควรบอกความลับของตนแก่เพื่อน เรื่องนี้ถ้าพระเจ้าอยู่หัวรู้เข้า เราเป็นถูกประหารแน่ ๆ”
“ข้าพเจ้าก็เหมือนกับท่านอาจารย์”
“เป็นอย่างไรลองเล่าไปทีรึ”
“ข้าพเจ้าเป็นโรคเรื้อนที่ขา ไม่มีใครรู้เลยนอกจากน้องชายของข้าพเจ้า เขาได้ทายาทำความสะอาดแผลและเอาผ้าพันแผลไว้ และท่านคงสังเกตเห็นแล้วว่าพระราชาโปรดข้าพเจ้ามาก บางทีถึงกับเอาเศียรพาดตักข้าพเจ้าบ่อย ๆ ถ้าพระราชารู้ข้าพเจ้าคงตายแน่ ๆ คนอื่นไม่มีใครรู้นอกจากข้าพเจ้าคนเดียวข้าพเจ้าจึงทูลว่าควรบอกความลับแก่น้องชาย” “ท่านกามินทร์ล่ะ มีอะไรจึงทำให้ท่านทูลพระราชาอย่างนั้น”
"สำหรับข้าพเจ้าน่ะรึ มีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง เวลาเป็นแล้วจะร้องเหมือนอย่างกับหมาบ้า บุตรข้าพเจ้ารู้ พอถึงเวลาข้าพเจ้าเป็นซึ่งจะต้องเป็นในแรม 8 ค่ำ ก็จัดหามโหรสพมาเล่นที่หน้าบ้าน ปิดเสียงข้าพเจ้าที่ร้องได้ ท่านทั้งหลายคงเห็นแล้วว่าที่หน้าบ้านข้าพเจ้ามีการเล่นทุกเดือน นี่เป็นเพราะเหตุนี้ และความนี้ไม่มีใครรู้เลยนอกจากบุตรชายคนเดียวของข้าพระเจ้า จึงได้ทูลพระราชาไปอย่างนั้น”
“แล้วท่านเทวินทร์ล่ะ”
“สำหรับข้าพระเจ้า ถ้าความนี้ทราบถึงพระกรรณพระเจ้าอยู่หัวแล้วเป็นตายแน่นอน”
“เพราะอะไรล่ะ?”
“เพราะพระราชทรัพย์ซึ่งเป็นของวิเศษน่ะสิ”
“เอ้า ลองเล่าไปดูทีรึ”
“สมัยพระเจ้ากุสราชได้รับแก้ววิเศษไว้ดวงหนึ่งจากพระอินทร์ พอใกล้จะสิ้นรัชกาลข้าพเจ้าได้โอกาสก็เลยลักเอาแก้วดวงนี้ไปฝากมารดาไว้ แล้วอาศัยแก้วดวงนี้จะทำอะไรก็ประกอบด้วยสิริเช่นการจะตรัส พระเจ้าอยู่หัวจะต้องตรัสกับข้าพระเจ้าก่อนคนอื่น และพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเนือง ๆ ก็เพราะแก้วดวงนี้ ข้าพเจ้าจึงทูลแก่พระราชาให้บอกความลับแก่มารดา” นักปราชญ์เจ้าเล่ห์ทั้ง 4 จึงเอ่ยสรุปว่า
“แล้วพวกเรารู้กันแล้วอย่าประมาท ช่วยกันฆ่าอ้ายเจ้ามโหสถเสียให้ได้” แล้วต่างก็พากันแยกย้ายกลับไป มโหสถก็ออกมาจากถังข้าวกลับบ้านไป และสั่งคนให้ไปคอยฟังข่าวจากพระนางอุทุมพร

พระเจ้าวิเทหราชตั้งแต่ได้ทรงรับสั่งให้อาจารย์ทั้ง 4 ก็รับสั่งให้ฆ่ามโหสถเสียแลย เมื่อทรงคำนึงว่า มโหสถตั้งแต่เข้ามาอยู่ก็ยังไม่เคยปรากฎว่าทำร้ายพระองค์เลย แม้จะมีข่าวอย่างโน้นอย่างนี้ก็เป็นเพราะผู้อื่นทั้งนั้น เพียงอาจารย์ทั้ง 4 บอกเล่าเราก็ทิ้งคติโบราณที่ว่า

จะตัดสินจะตั้งศาล จะต้องโจทก์จำเลยสม
แม้ไต่สวนมิควรข้อง ก็ยกฟ้องนิรารมย์
จะชอบเชิงวิชิตชม เผชิญดุลวินิจฉัย เมื่อทรงรำพึงทำให้ไม่สบายพระทัย เราออกจะหูเบามากทีเดียว ใครฟ้องอย่างไรก็เชื่อมันตะบันเลย เออ มโหสถเห็นจะตายเสียแล้วเป็นแน่ เ้ลยทำให้พระองค์ทรงบรรทมไม่หลับกระสับกระส่ายไปมา นี่ถ้าผู้ใหญ่เป็นอย่างนี้บ้างแล้ว ความยุติธรรมทั้งหลายก็คงจะดีไม่น้อย เว้นเสียแต่จะทิ้งพรหมวิหารให้กลายเป็นฝังอยู่ในตำราโลกปัจจุบันเราเท่านั้น พระนางอุทุมพรเห็นพระสวามีพลิกกระสับกระส่ายจึงทูลถามถึงสาเหตุที่ไม่สบายพระทัย พระองค์ก็ตรัสบอกที่ได้ข่าวมาว่า มโหสถจะคิดกบฎจึงได้สั่งให้ประหารชีวิตเสียแล้ว พระนางถึงกับตกพระทัยแต่ก็ควบคุมสติได้ เพราะได้ทราบว่ายังมิได้ประหารเจ้ามโหสถ จึงทูลเล้าโลมให้คลายพระทัย
“พระองค์ตั้งเจ้ามโหสถไว้ในตำเเหน่งที่ยิ่งใหญ่แล้วกลับคิดกบฎทรยศ ก็สมควรแล้วที่พระองค์จะตรัสประหารเสีย” จึงทำให้พระราชาคลายวิตกบรรทมหลับไปได้ พระนางจึงเขียนสาส์นให้คนถือไปให้เจ้ามโหสถ
“อย่าเข้ามาพรุ่งนี้เช้า ถ้าจะเข้ามาจงเอาประชาชนมาด้วย”

ข้อนี้ทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าทรงธรรมซึ่งพระยากลาโหมสิริวงศ์ถูกสั่งให้จับตายจมื่นศรีวรรักษ์ได้มีจดหมายถึงว่า
“ถ้าจะเข้ามาก็ต้องขึ้นเวที เมื่อขึ้นเวทีก็ต้องเตรียมเครื่องมาให้พร้อม" แต่เพียงคล้ายคลึงกัน เพราะครั้งนั้นเข้ามาชิงเอาราชสมบัติเลย เจ้ามโหสถมิได้ทำเช่นนั้น ดูต่อไปดีกว่า

เจ้ามโหสถได้รับข่าวจากราชบุรุษที่วางใจ ก็รีบจัดแจงออกไปยังบ้านเก่า เกณฑ์ประชาชนที่เคารพนับถือได้เป็นจำนวนพันก็พากันแห่แหนมายังพระราชวัง อาจารย์ทั้ง 4 ไปคอยดักฆ่าเจ้ามโหสถตั้งแต่เช้า แต่เมื่อไม่เห็นเจ้ามโหสถมาก็ผิดหวัง กลับออกไปคอยที่อยู่ว่าเอ็งมาเมื่อไรเข้ามาหัวหลุดจากบ่าทันที มโหสถพร้อมด้วยประชาชนพากันแห่แหนเข้าไปยังพระราชวัง เมื่อถึงเห็นพระเจ้าวิเหราชประทับอยู่ที่พระแกลก็ลงจากรถถวายบังคม พระเจ้าวิเทหราชเห็นมโหสถลงมาถวายบังคมก็ค่อยใจชื้น เพราะแน่รู้ว่ามโหสถไม่ชิงราชสมบัติ จึงทรงรับสั่งถามอย่างไม่รู้ไม่ชี้ว่า
“พ่อมโหสถ เมื่อวานกลับแต่วัน เพื่งจะมาเดี๋ยวนี้เอง จะบอกเล่าเก้าสิบบ้างก็ไม่ได้”
“ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ เรื่องอะไรอยู่ก็รู้แก่พระทัยของพระองค์สิ้นแล้ว อย่าให้กระหม่อมฉันต้องทูลซ้ำเลย”
“มโหสถ เธอออกจะดูหมิ่นฉันเสียแล้ว”
“ขอเดชะ กระหม่อมฉันมิได้ดูหมิ่น แต่ว่าความลับของท่านอาจารย์ทั้ง 4 น่ะ พระองค์รู้แล้วหรือ?” และได้ทูลต่อไปว่า “อาจารย์ทั้ง 4 ได้ทูลข้อความนั้น ข้าพระองค์ได้ทราบความลับของท่านอาจารย์ที้ง 4 อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จะขอทูลถวายให้ทรงทราบ”
“ลองว่าไป” มาจารย์เสนกะได้ล่อลวงหญิงแพสยาไปกระทำเสวนกิจแล้วฆ่านางฝังศพไว้ ที่อาจารย์เสนกราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นกบฎนั้นเสนกะนั่นแหละพระเจ้าค่ะที่เป็นกบฎล่ะ” “จริงหรือเสนกะ ที่เจ้าฆ่าหญิง” เสนกะเหงื่อแตกโซมหน้า จะปฎิเสธก็ใช่ที่ เพราะหลักฐานมี จึงอ้อมแอ้มตอบว่า
“จริงพระเจ้าค่ะ”
“ชะ ชะ ไอ้พวกนี้ เฮ้ย ราชมัลจับเจ้าเสนกะไปจำคุกไว้ก่อน” อาจารย์เสนกะก็ต้องก้มหน้าก้มตาเดินเข้าคุกไปโดยดีให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
“ส่วนอาจารย์ปุกกุสะ เป็นโรคที่สังคมรังเกียจคือโรคเรื้อนที่ขา ซึ่งทางราชการก็ไม่เลี้ยงคนเช่นนี้ พระองค์ยังแถมเคยหนุนแข้งขาของปุกกสะด้วย” พระเจ้าวิเทหราชตรัสถามว่า
“จริงหรือปุกกุสะ”
“ขอเดชะ จริงพระเจ้าค่ะ” ปุกกุสะตอบอย่างไม่เงยหน้ามองผู้ใด”
“เอามันไปขังคุกไว้ก่อน”
“อาจารย์กามินทร์ถูกผีเสื้อยักษ์สิงพระเจ้าค่ะ เวลาสิงจะร้องเหมือนหมาบ้า ซึ่งพระองค์ไม่ควรจเลี้ยงไว้ให้เป็นเสนียดจัญไรแก่พระราชฐาน”
“จริงไหมกามินทร์”
“จริงพระเจ้าค่ะ”
"จับมันไปขังคุก”
“อาจารย์เทวินทร์ลักพระราชทรัพย์ โทษถึงสิ้นขีวิตพระเจ้าค่ะ”
“เขาลักอะไรล่ะ?”
“ลักแก้วมณีพระเจ้าค่ะ”
“จริงรึเทวินทร์”
“จริงพระเจ้าค่ะ”
“เอามันไปขังคุก” เป็นอันว่าอาจารย์ทั้ง 4 ต้องเข้าไปประดิษฐานอยู่ในคุกเพราะความอิจฉาริษยา พยายามทำร้ายคนที่ไม่ทำร้ายตอบสาธุ ถ้าความยุติธรรมยังมี


รุ่งขึ้นพระเจ้าวิเทหราชทรงปรึกษามโหสถว่า จะให้นักปราชญ์ทั้ง 4 เฆี่ยนคนล่ะ 100 แล้วก็ให้ประหารเสีย เมื่อนำอาจารย์ทั้ง 4 มาเฆี่ยนเรียบร้อยแล้ว ราชมัลก็จะนำไปสู่ที่ประหาร แต่มโหสถก็กราบทูลขอว่า
“ชอเดชะ อาจารย์เหล่านี้เป็นคนเก่าคนแก่ของพระองค์ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะความริษยาข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น พูดถึงความฉลาดเฉียบแหลมแล้วหาตัวจับยาก หากพระองค์พระราชทานชีวิตไว้ จะมีประโยชน์แก่แผ่นดินอีกมากพระเจ้าค่ะ”
“เขาคิดจะฆ่าเจ้านะมโหสถ”
“ข้าพระองค์ไม่คิดพยาบาทพระเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นเรายกให้เจ้า” และบังคับนักปราชญ์ทั้ง 4 ให้เป็นทาสของมโหสถ
มโหสถก็ได้ยกให้เป็นไปในเวลาต่อมา และขอให้พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งก็ได้ตามความประสงค์ นักปราชญ์ทั้ง 4 รอดตายได้ก็เพราะมโหสถช่วย เลยเลิกคิดเคียดแค้น และนับแต่นั้นมา มโหสถก็เป็นอำมาตย์ว่าราชกิจการบ้านเมืองทุกอย่างเต็มที่

 

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: sawanbanna




พระเจ้าสิบชาติ

พระชาติที่ ๑ พระเตมีย์
พระชาติที่ ๒ พระมหาชนก
พระชาติที่ ๓ พระสุวรรณสาม
พระชาติที่ ๔ พระเนมีราช
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๑
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๒
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๓
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๔
พระชาติที่ ๕ พระมโหสถ ตอน ๖
พระชาติที่ ๖ พระภูริทัต
พระชาติที่ ๗ พระจันทรกุมาร
พระชาติที่ ๘ พระพรหมนารท
พระชาติที่ ๙ พระวิธูร
พระชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร ตอน ๑
พระชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร ตอน ๒