dot

dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
dot

dot
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 6 คน
dot


ฟัง F.M. 103.25 MHz.
ชมทีวีช่องหลวงตา
ฟังวิทยุออนไลน์ วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
ชมคลิปวีดีโอน่าสนใจ
ขอเชิญสมัครสมาชิกอุปถัมภ์สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม face book วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เข้าชม twitter วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน


สวดปาติโมกข์ โดย พระวิทยา

กราบสมเด็จพระสังฆราชที่โรงพยาบาลจุฬา

 ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชที่โรงพยาบาลจุฬา  ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ 

 

 

ที่วัดพุทธธัมมธโร สหรัฐอเมริกา ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔

 

 

 

 

 

สวดปาติโมกข์ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔
ณ วัดพุทธธัมมธโร  สหรัฐอเมริกา

 

ดาวน์โหลด ไฟล์ MP3 ได้ที่นี่

ไฟล์ MP3 สวดปาฏิโมกข์ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ USA

 

 

 

 สวดปาติโมกข์ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๖
ณ วัดป่าบ้านตาด  จังหวัดอุดรธานี

 (ถ้ากด Play แล้วไม่เล่น ให้กด Stop แล้วกด Play อีกครั้ง)

ดาวน์โหลด ไฟล์ MP3 ได้ที่นี่

ไฟล์ MP3 สวดปาฏิโมกข์  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๖
 

        หากจะพูดถึงบรรดาการสวดมนต์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนา  จะสวดบทไหน ๆ ก็ช่างเถอะ  ไม่ได้ยุ่งยากลำบากอะไรนัก  และก็ไมใช่เรื่องยาก  แต่การสวดปาติโมกข์นี้  ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งความยากของการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ไม่มีอะไรจะยากยิ่งไปกว่าการสวดปาติโมกข์อีกแล้ว  อยากจะบอกว่า มันยากที่สุดในโลกนั่นแหละ   ถ้าไม่เก่ง และไม่เพียรพยายามจริง ๆ  ไม่มีทางจะสวดได้  เพราะเหตุนั้น  จึงมีพระที่จะทรงพระปาติโมกข์ไว้ได้ มีจำนวนน้อยมาก ๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับจำนวนพระทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

แม้การสวดปาติโมกข์ให้ได้ จะว่าเป็นการยากแล้วก็ตาม  แต่การจะสวดปาติโมกข์ให้ได้ดี และรักษาไว้มิให้เสื่อมยิ่งยากกว่าอีกเป็นร้อยเท่า  เพราะการสวดปาติโมกข์เป็นวินัยสงฆ์  พระสงฆ์ต้องประชุมฟังปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน  โดยต้องสวดออกเสียงเป็นภาษามคธให้ถูกต้องตามอักขระวิธี  (มีบางแห่งอุตริสวดปาติโมกข์เป็นภาษาไทย นัยว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า คือบัญญัติวินัยขึ้นมาใช้เอง)  การจะสวดปาติโมกข์ให้ได้คล่องแคล่ว และออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขระฐานกรณ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็จะทำได้ 

การสวดปาติโมกข์ คือการสาธยาย ศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นภาษาบาลีล้วน ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ ไปจนกระทั่งจบหมดทุกข้อ และต้องสวดไม่ให้ผิดอีกต่างหาก  มีผู้คอยตรวจทานไม่ให้สวดผิด  หากสวดผิดก็ต้องทักท้วง สวดใหม่ให้ถูกต้อง  จึงจะสวดต่อไปได้   กว่าจะสวดจนจบ ต้องใช้เวลาไม่น้อย  มาตรฐานก็ประมาณ  ๔๕ นาที  ขึ้นอยู่กับคุณภาพความสามารถของผู้สวด ว่ามีอยู่ระดับไหน  สำหรับพระปาติโมกข์ที่เก่ง ๆ นั้น  สามารถจะสวดปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว และออกเสียงอักขระได้อย่างถูกต้องชัดเจน  โดยสวดปาติโมกข์ไม่ผิดแม้แต่สักตัวเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ  เรียกว่า ฟังกันเพลินเลยทีเดียว  แต่พระปาติโมกข์ ผู้เช่นนั้น ค่อนข้างจะหายากในยุคสมัยปัจจุบันนี้

ส่วนใหญ่ก็สวดกันพอฟังไปได้  แบบพอถู ๆไถ ๆไปอย่างนั้น  กว่าจะจบเล่นเอาผู้ฟังจนรำคาญ  แต่ก็ต้องเห็นใจกัน  เพราะเหตุที่การสวดปาติโมกข์เป็นของยากนั่นเอง  สวดได้ไม่ดี   ก็ยังดีกว่าสวดไม่ได้เอาเสียเลย  ตอนแรกสวดได้ไม่ดี  แต่ถ้าพยายามฝึกฝนอยู่เรื่อย ๆ ก็ค่อยดีไปเอง  และพระปาติโมกข์ถือว่าเป็นที่พึ่งของหมู่คณะ   ถ้ามีพระสงฆ์อยู่ด้วยกัน ๔ รูปขึ้นไป  พระวินัยบัญญัติให้ต้องสวดปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน คือ ขึ้นและแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ หรือ ๑ ค่ำ แล้วแต่ปักขฺ์ถ้วน หรือปักข์ขาด   ถ้าไม่มีพระปาติโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์เลย  ถึงวันปาติโมกข์  พระสงฆ์ต้องแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น  จะอยู่ด้วยกันตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไปไม่ได้ในวันลงอุโบสถ  พอผ่านวันปาติโมกข์ไปแล้ว จึงค่อยกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ หากวัดไหนพระสงฆ์ต้องแยกย้ายกันไป ๆ มา ๆ อย่างนี้ คงยุ่งยากน่าดู  ดังนั้น พระปาติโมกข์ จึงมีความสำคัญอยู่มากเลยทีเดียว  หากจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัย ซึ่งในฝ่ายธรรมยุตยังคงรักษาวินัยข้อนี้ไว้ได้อย่างเคร่งครัด

และอานิสงส์แห่งการสวดปาติโมกข์นั้น โบราณาจารย์กล่าวว่า แม้บิดามารดาตกนรก ก็สามารถฉุดรั้งขึ้นมาจากหลุมนรกได้  หากมีบุตรชายได้บวชในพระพุทธศาสนา และได้โอกาสขึ้นสวดปาติโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์  การบวชจึงถือได้ว่า เป็นการสนองบุญคุณของบิดามารดาอย่างสูงสุด  ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า  แต่มิใช่เพียงสักแต่ว่าบวชเหมือนทุกวันนี้  บวชพระบวชเณร ทีละร้อย ละพัน บางแห่งฟาดกันเป็นแสนรูป  เรียกว่า บวชแล้วรวยไม่รู้เรื่อง  กลายเป็นธุรกิจบวชพระไปในตัว  ส่วนผู้บวช บวชเสร็จแล้วจะปฏิบัติไปแถวไหน ก็ไม่มีใครจะรู้ด้วย  ไม่ใช่ว่าบวชแล้วจะเป็นบุญไปเสียหมด  บวชแล้วทำไม่ดี  ก็ไปนรกหลุมลึกกว่าคนที่ไม่ได้บวชเสียอีก

ยิ่งในสมัยปัจจุบัน มีการโปรโมทให้ไปบวชกันถึงประเทศอินเดีย พุทธคยาโน้น ก็เลยเกิดธุรกิจจัดทัวร์บวชพระจาริกแสวงบุญท่องเที่ยวไปในตัว  ทำเอาคนจัดธุรกิจนี้รวยแบบบุญหล่นทับเลยทีเดียว   เป็นเหตุให้วัตถุประสงค์ของการบวช  ถูกบิดเบือนจนเลอะเทอะไปกันใหญ่ น่าสมเพชยิ่งนักกับผู้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร  ถูกเขาเป่าหูว่าเป็นบุญใหญ่ ถ้าได้ไปบวชที่อินเดีย ก็แห่กันไป  หมดเปลืองเท่าไรก็ไม่ว่า  เพราะมีศรัทธาอยากได้บุญเต็มเปี่ยม  แต่หารู้ไม่ว่า การบวชให้เป็นบุญ มันไม่ได้อยู่ที่สถานที่  มันอยู่ที่การปฏิบัติ รักษาพระวินัยให้ถูกต้อง และตรงตามวัตถุประสงค์แห่งการบวช ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

พระบวชใหม่แล้วไปเที่ยวเนี่ย มันยังไม่รู้วินัย บางทีก็ไปทำผิดวินัยเข้าโดยไม่รู้ตัว  ยิ่งการบวชแบบมีธุรกิจแอบแฝง อุปัชฌาย์อาจารย์ คงไม่มีเวลามาใส่ใจดูแลการปฏิบัติของพระใหม่ ว่าจะทำผิดทำถูกอย่างไร  แค่ไหน  เพราะจุดประสงค์ของการบวชมันผิดเพี้ยนไปแล้ว ถึงจะบอกจะสอนบ้างก็คงไม่ได้ละเอียดลออมากมายอะไรนัก  เพราะเวลามันจำกัด  ทั้งบวชแล้วไม่นาน เดี๋ยวก็จะสึกไปล่ะ ก็เลยอาจจะคิดว่า  อาบัติกินหัวบ้างก็ช่างหัวมันเถอะ ก็พระพุทธเจ้าทรงสอนให้บวชเพื่อตั้งใจปฏิบัติสมถวิปัสสนา ศึกษาพระธรรมวินัย ชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสนี่หว่า  และไม่ได้บอกด้วยว่า ต้องไปบวชที่อินเดีย แล้วไปกราบสังเวชนียสถานสี่ ถึงจะได้บุญมาก  ไอ้นั่นท่านสอนญาติโยมต่างหาก ผู้ที่ยังไม่มีหลักฐานทางด้านจิตใจเพียงพอ  จะไปกราบสังเวชนียสถานทั้งสี่  เพื่อน้อมระลึกถึงคุณของพระศาสดา ก็เป็นบุญใหญ่  ส่วนพระเณรหากมีโอกาสได้ไปกราบสังเวชนียสถานก็เป็นบุญใหญ่เช่นกัน  แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนรากฐานของการปฏิบัติไม่ผิดในพระวินัย  ควรเป็นพระที่ได้ผ่านการศึกษาและรู้ธรรมรู้วินัยดีแล้ว ไม่ใช่พระบวชใหม่แล้วแห่กันไป โดยที่ยังไม่รู้วินัยเพียงพอที่จะรักษาตัวให้รอดพ้นจากอาบัติได้

เพราะฉะนั้น จึงอยากจะบอกว่า อย่าหลงเชื่อพวกทำทัวร์จัดธุรกิจบวชพระ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าอยากไปกราบสังเวชนียสถานที่อินเดีย  ก็ไปเถอะ ไปแบบเป็นโยมนี่แหละ ดีแล้ว  ถ้าเมื่อไรอยากจะบวชพระ  ก็ตั้งใจบวชเพื่อปฏิบัติศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง  ชำระจิตให้สงบ ขัดเกลากิเลสภายในใจ  และบวชในไทยนี่แหละดีที่สุด  เพราะพระที่นั่งหัตถบาส ทั้งพระอุปัชฌาย์ ทั้งพระอันดับ เราเลือกได้  อย่าลืมว่า ถ้าเอาพระประเภทที่ไม่เต็มพระมาร่วมวงด้วย  บางทีก็พลอยทำให้การบวชของเราไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก  การบวชไม่ใช่ของทำเล่น  ยิ่งถ้าได้บวชทีละเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นแสน  ถ้าเป็นเรา  จ้างก็ไม่ไปบวชแบบนั้น  หาพระอุปัชฌาย์ดี ๆ หาพระอันดับดี ๆ หาวัดที่สงบสงัด เหมาะแก่การปฏิบัติสมถวิปัสสนา แล้วบวชมันเงียบ ๆ สบาย ๆ นี่แหละ   บวชแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ ศึกษาพระธรรมวินัย ฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติอันควร  เราเข้าใจเอาเองว่า บวชแบบนี้แหละเป็นบุญใหญ่  บวชแบบบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า คือบวชแล้วไปเที่ยว จะเที่ยวที่ไหนก็ช่างเถอะ  เราว่า มันอาจจะพลาดท่าเสียทีเอาขาแหย่ลงไปในหลุมนรกเมื่อไรก็ไม่รู้ ยิ่งบวชทีละเป็นแสน ระวังให้ดี ใครมันจะขยันมาบอกสอนเรื่องธรรมเรื่องวินัยได้อย่างทั่วถึง

อันนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงของใครหรอกนะ  แต่สงสารกุลบุตรผู้อยากได้บุญ  ก็ทำบุญให้มันถูกที่ถูกทาง  ทำไม่ถูกก็กลัวว่าแทนที่จะได้บุญ มันเลยจะกลายเป็นอย่างอื่นไป   ช่างเถอะ!!! มันแล้วแต่ความเห็นของคน ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน ก็เห็นผิดบ้างถูกบ้างตามอัธยาศัย  ใครทำดีก็ได้ดีเอง  ใครทำไม่ดีก็ได้ไม่ดีเอง ต่างคนต่างทำไปก็แล้วกัน

 

 

หนังสือภิกขุปาติโมกข์เล่มนี้เก่ามากเลย มันพิมพ์ครั้งที่ ๑๓/๒๕๓๓ นับถึงวันนี้ก็ ๒๕ ปีแหละ ไม่ใช่เก่าแบบเก็บไว้จนเก่านะ แต่มันเก่าเพราะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนทีเดียว ลองดูแต่ละหน้าสิ มันมีรอยนิ้วมือจับแบบเดียวกันหมดทุกหน้า นั่นแสดงถึงว่า ผู้เป็นเจ้าของต้องหยิบต้องจับต้องพลิกต้องอ่านมันอยู่เป็นประจำตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายเลย  มันจึงเป็นสภาพอย่างที่เห็นอยู่นี้ ก็ ๒๕ ปีล่วงไปแล้ว ถ้าเจ้าของไม่ทะนุถนอม ไม่ซ่อมแซม ไม่ปะชุนเอาไว้ มันคงจะเปื่อยหลุดลุ่ย และฉีกขาดไปแบบไม่เหลือซากแล้วล่ะ


หนังสือปาติโมกข์เล่มใหม่ ๆ เล่มหนึ่งก็ราคาไม่ถึง ๑๐ บาทหรอก  ทำไมจะต้องใช้จนเก่าซะขนาดนี้ เราคิดว่า บางครั้งของเก่ามันก็ดูมีคุณค่ามากกว่าของใหม่เสียอีกนะ และมันยังให้ความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่อยู่นอกเหนือเหตุผลที่ว่า "ก็มันยังใช้ได้อยู่ และก็ใช้ได้ดีไม่ต่างอะไรจากของใหม่ ถ้าอยากได้ของใหม่จะเอาเมื่อไรก็ได้ มันมีอยู่เกลื่อนตลาด แต่ของเก่าอย่างนี้ ต้องใช้เวลาเดินทาง ๒๕ ปีเชียวนะ กว่าจะได้มา"


ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูด มิใช่ว่าอยากจะอวดสมถะซอมซ่ออะไรหรอก แต่จะมีใครรู้เหตุผลบ้างว่า "ทำไมหนังสือนี้ มันจึงเก่าขนาดนี้ แถมมีรอยนิ้วมืออยู่ทุกหน้า และในตำแหน่งเดียวกัน" นั่นเป็นเพราะว่า พฤติกรรมการทวนพระปาติโมกข์ของผู้เป็นเจ้าของนั่นเอง สำหรับพระที่สวดปาติโมกข์ได้ทุกรูป ถ้าอยากจะฝึกสวดปาติโมกข์ให้ช่ำชอง ชนิดที่สวดปาติโมกข์ไม่ผิดเลยแม้แต่สักตัวเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ จำต้องฝึกอ่านหนังสือปาติโมกข์ให้ได้ทุกวัน อ่านจนกระทั่งมันจำได้ ว่า คำนี้เขียนอย่างไร และอยู่ตรงไหนของหน้าทีเดียว มันจะช่วยให้การสวดเป็นไปอย่างแม่นยำ และไม่สวดผิดได้ง่าย ๆ ทั้งออกเสียงได้อย่างถูกต้องชัดเจน ตามอักขระฐานกรณ์ของบาลี ซึ่งเป็นการยากไม่ใช่น้อย ที่จะออกเสียงให้ได้อย่างถูกต้องชัดเจน และรวดเร็ว


การท่องจำพระปาติโมกข์จนสามารถสวดปาติโมกข์ได้ ก็ถือว่ายากที่สุดแล้ว แต่การสวดปาติโมกข์ให้ได้ดี และรักษาพระปาติโมกข์ที่ได้แล้วนั้นอย่าให้เสื่อม กลับเป็นการยากยิ่งกว่า เพราะพระผู้จะสวดปาติโมกข์ให้ได้ดีนั้น จะต้องทำความพยายามฝึกซ้อมทบทวนทั้งการอ่านออกเสียง และการฝึกสวดอยู่ภายในใจอย่างสม่ำเสมอแทบจะทุกวันทีเดียว จึงจะสามารถสวดปาติโมกข์ให้ดีได้ ไม่ใช่แค่พอสวดให้จบ ๆ ไปเท่านั้น


เราเองก็เคยใฝ่ฝันถึงขั้นจะต้องสวดปาติโมกข์ให้ได้ดี และคล่องแคล่วชนิดที่เรียกว่า จะไม่ให้สวดปาติโมกข์ผิดแม้แต่สักตัวเดียว เราบอกกับตัวเองว่า "เราจะไม่ยอมขึ้นธรรมมาสน์แล้วสวดปาติโมกข์แบบตะกุกตะกักผิด ๆ พลาด ๆ อย่างเด็ดขาด" เราจึงต้องทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งยวดในการฝึกซ้อมสวดปาติโมกข์ อย่างสุดกำลังความสามารถทั้งหมดเท่าที่จะสามารถทำได้ มันจึงไม่ใช่ของง่าย และไม่ใช่เรื่องจะได้มาเพราะโชคช่วย มันต้องอาศัยความสามารถเรียกว่า ฝีมือล้วน ๆ ทีเดียว ถ้าครั้งไหนสวดผิด หนึ่งคำ สองคำ หรือสามคำ เราจะเอาคำที่ผิดนั้น มามัดติดกับใจ และสำทับกับตัวเองว่า "มึงต้องไม่สวดผิดคำนี้อีก"


"การสวดปาติโมกข์ ถือเป็นการแสดงพระวินัยแทนองค์พระศาสดา ใครจะมาทำเล่น ๆ ไม่ได้นะ  อย่ามาเรียนปาติโมกข์บนธรรมมาสน์ ถึงวาระของใครที่จะสวด ต้องเตรียมตัวให้พร้อม" คำพูดขององค์หลวงตาที่ยังคงก้องกังวาลอยู่ในโสตประสาท เราสวดปาติโมกข์ได้ในปี ๒๕๒๙ เป็นพรรษาที่ ๒ พรรษานั้น จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล หนองบัวลำภู พรรษานี้ฝึกท่องปาติโมกข์อย่างเดียว โดยตั้งสัตย์อธิษฐานว่า "ต้องได้พระปาติโมกข์ภายในพรรษานี้ ถ้าไม่ได้ ขอให้มีอันเป็นไป อย่าได้เจริญในศาสนานี้เลย อย่าอยู่ให้หนักศาสนา" ดังนั้น จึงจำต้องทุ่มเทความเพียรอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ก็ท่องพระปาติโมกข์ได้สมดังหวัง พอออกพรรษาแล้วก็ขึ้นธรรมมาสน์สวดปาติโมกข์เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่วัดถ้ำกลองเพล ใช้เวลาแค่ ๔๔ นาที


หลังจากออกพรรษาแล้ว ก็เข้าวัดป่าบ้านตาด จำพรรษาที่นั่น ปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๒ เป็นเวลา ๓ ปีเต็ม นอกเหนือจากการฝึกภาวนาแล้ว ก็ทุ่มเทฝึกฝนสวดปาติโมกข์อย่างหนัก จนคิดว่า หมดปัญญาที่จะสวดให้ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว การสวดปาติโมกข์แบบฉายรวดเดียวจบ ไม่ผิดแม้แต่สักตัวเดียว อักขระฐานกรณ์ชัดเปรี๊ยะ ทุกถ้อยทุกคำ ก็นับครั้งไม่ถ้วนแหละนะ ถ้าจะสวดผิดอย่างมากก็หนึ่งคำ สองคำ หรือสามคำ เท่านั้นเอง ในสมัยที่ยังหนุ่มยังแน่นความจำยังดีอยู่ ไอ้ที่สวดปาติโมกข์แบบตะกุกตะกัก ผิด ๆ พลาด ๆ ต้องบอกกันไปตลอดทางนี่ ไม่มีในปฏิปทาของเราเลย


หนังสือปาติโมกข์ ที่มันเก่าขนาดนี้ มันบ่งชี้ถึงว่า ได้ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน และผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย มันมีสิ่งที่มีคุณค่าที่หาประมาณมิได้ซุกซ่อนอยู่ในนั้น แต่ไม่มีใครจะรู้ได้หรอก นอกจากผู้ลงมือกระทำเอง การที่สวดปาติโมกข์ได้แล้ว กลับปล่อยให้พระปาติโมกข์เสื่อมสลายไปจากใจ นั่นคือ ความหายนะทางด้านจิตใจอย่างร้ายแรง การทรงพระปาติโมกข์ไว้ในใจ ย่อมถือเป็นคุณความดีอันยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา ทั้งเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อคณะสงฆ์อย่างหาประมาณมิได้ ขอให้พระสงฆ์จงขวนขวายในเรื่องนี้ให้มาก ๆ ทุกวันนี้ จะหาพระที่สวดปาติโมกข์ได้ นับวันก็จะมีน้อยลงไปเรื่อย ๆ ยังมิพักต้องกล่าวถึง พระที่จะสวดปาติโมกข์ให้ได้ดี ยิ่งมีน้อยกว่าน้อย



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด