อาสาฬหบูชารำลึก ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘


 

อาสาฬหบูชารำลึก ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

 

วันอาสาฬหบูชาที่กำลังมาถึงนี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งรองจากวันวิสาขบูชาเลยทีเดียว วันเวลาก็ช่างผ่านไปรวดเร็ว วิสาขบูชาเพิ่งล่วงเลยไปไม่นาน ปานประหนึ่ง เพิ่งได้เห็นพระพุทธองค์ทรงอุบัติขึ้นในวันนั้น  และในวันนี้ก็มาถึงซึ่งมงคลสมัยอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญอาสาฬหมาส อันเป็นวันที่พระธรรมอุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยพระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนาเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า และในครานั้น ก็เป็นเหตุให้พระสงฆ์อุบัติขึ้นพร้อมอีก โดยพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล เป็นองค์ปฐมสาวกในบวรพุทธศาสนา

.

แม้ไม่ได้เห็นภาพพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในท่ามกลางแห่งปัญจวัคคีย์ แต่เมื่อหวนรำลึกนึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปตามลำพังจิต ก็ยังบังเกิดความปลาบปลื้มปิติ ประหนึ่งว่า น้ำตาจะหลั่งไหล เพราะวันนี้ คือ วันที่พระรัตนตรัยอุบัติขึ้น ครบถ้วนทั้งสามประการ นั่นเอง หมายความว่า คุณสมบัติแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ของพระพุทธองค์ ถึงกาลอันพร้อมบริบูรณ์ด้วย  เพราะการที่พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิญญาณตน ว่าเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้เองชอบนั้น  หากพระองค์ยังมิได้ทรงแสดงปฐมเทศนาคราใด และ ยังมิได้มีปฐมสาวกเป็นผู้ตรัสรู้ตามธรรมที่ทรงแสดงนั้นแล้วไซร้  ชื่อว่า ความสมบูรณ์แห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมยังไม่ปรากฎก่อน

.

ต่อเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา และทรงมีสักขีพยานในการตรัสรู้ธรรม มีปฐมสาวกอุบัติขึ้น  จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ธรรมที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ นั้น ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  ย่อมเป็นของมีอยู่จริง  เพราะยังผู้อื่นให้ตรัสรู้ตามได้ด้วย มีสักขีพยานประจักษ์ชัดต่อสายตาชาวโลก มิได้ทรงกล่าวธรรมอย่างปราศจากเหตุและผลเป็นเครื่องรองรับ ดังนั้นจึงว่า พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ย่อมอุบัติขึ้นอย่างพร้อมบริบูรณ์แล้วในวันนี้  อันเป็นวันอาสาฬหปุณณมี ดิถีที่ ๑๕

.

ในวันอันเป็นมหามงคลเช่นนี้ ชาวพุทธทั้งหลายต่างมีจิตใจอันแช่มชื่นเบิกบาน มีมือถือ ดอกไม้ ธูปเทียน ของหอม และภัตตาหารคาวหวาน ล้วนคัดสรรปรุงแต่งมาอย่างประณีตบรรจง พร้อมเครื่องไทยทาน มีของใช้อันจำเป็นแก่พระสงฆ์ ไปสู่วัดวาอาวาสที่ตนเลื่อมใสศรัทธา เพื่อน้อมถวายเป็นอามิสบูชาในคุณแห่งพระศรีรัตนตรัย

.

สายธารแห่งศรัทธาของชาวพุทธในวันนี้ ย่อมหลั่งไหลโปรยปรายดุจหยาดละอองแห่งฝน ที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ยังแผ่นพื้นพสุธาอันแห้งผากให้ชุ่มฉ่ำเย็น ฉะนั้น  ในกาลใดที่ชาวพุทธพร้อมเพรียงกันบำเพ็ญกองการกุศลอันยิ่งใหญ่ ย่อมยังความปลาบปลื้มปิติปรีดาปราโมทย์ให้บังเกิดแก่ปวงเทพดาในสรวงสวรรค์ทุกชั้นฟ้า ต่างแซ่ซร้องสรรเสริญ และเปล่งเสียงสาธุการกัมปนาทกึกก้อง สะเทือนสะท้านบันดาลให้ไตรโลกธาตุต้องหวาดไหว ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเราชาวพุทธได้พร้อมใจกันน้อมถวายสักการะบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย

.

ก็ในวันนี้ หากท่านผู้ใด มีได้มีจิตสำนึก น้อมรำลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกระทำอามิสบูชา และ ปฏิบัติบูชาตามควรแก่ฐานะ ด้วยดวงหทัยอันเปี่ยมล้นด้วยศรัทธาอย่างสุดซึ้ง คนผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีจิตใจอันหยาบกร้านขลาดเขลา ไม่อาจหาญไม่ร่าเริงในสัมมาปฏิบัติ ไม่สมกับที่เป็นชาวพุทธ ได้พบพระพุทธศาสนาอันล้ำเลิศ แต่กลับมาปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปเปล่าๆ โดยมิอาจถือเอาประโยชน์โสตถิผล สั่งสมบุญกุศลใดๆไว้ได้เลย จัดว่าเป็นความหายนะทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นล้มละลาย ขอชาวพุทธจงอย่างได้เป็นเช่นนั้นเลย จงตั้งใจบำเพ็ญกองการกุศลอันประเสิรฐไว้ให้เต็มเปี่ยม ในขณะที่ยังพอมีโอกาสทำได้ ก่อนที่ชิวิตอันทรงคุณค่าจะดับสลายไป จงรู้ไว้เถิดว่า ในระหว่างความเป็นกับความตายนั้น มีเพียงเส้นใยบางๆคั่นอยู่เท่านั้นเอง ดูเหมือนว่า ความตายย่อมเป็นเงาติดตามเราไปทุกย่างก้าวทีเดียว

.

แท้จริง เมื่อคนเราจะตาย ย่อมตายในปัจจุบัน คือ ตายในวันนี้เท่านั้น ไม่มีใครไปตายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง  การที่เราพูดว่า พรุ่งนี้ๆๆ นั้่นเป็นเพียงสังขารที่ปรุงหลอกออกจากจิต เป็นสมมติเพื่อสื่อให้รู้ความหมายของเงื่อนเวลาที่ยังมาไม่ถึงเท่านั้น แต่หามีอยู่จริงไม่ มันเป็นเพียงความคิดที่จิตปรุงแต่งขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ในความเป็นจริงนั้นคือ ปัจจุบันที่กำลังเคลื่อนไปๆๆทีละน้อยๆๆ ถ้าลมหายใจของเรายังคงอยู่ เราก็คงได้เห็นวันพรุ่งนี้ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาเป็นปัจจุบัน ถ้าลมหายใจของเราดับสิ้นลง ณ เวลาใด ก็เป็นอันหมดสิ้นเวลา ไม่มีวันนี้ ไม่มีวันพรุ่งนี้อีกเลยตลอดกาล

.

คนเป็นเท่านั้น ที่ยังมีลมหายใจได้เห็นวันนี้อยู่ และมีโอกาสจะได้เห็นวันพรุ่งนี้ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาเป็นวันนี้ พูดง่ายๆก็คือ วันนี้ก็จะถูกแทนที่ด้วยวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราก็จะมองเห็นวันเวลาเคลื่อนตัวผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว วันแล้ววันเล่า  พร้อมทั้งเหตุการณ์ต่างๆที่ประดังกันเข้ามา พัดผันให้จิตใจของเราต้องวิ่งวุ่นไปกับมัน ประสบกับสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยๆบ้าง เป็นอยู่อย่างนี้  บางครั้งมันทำให้ใจเรารู้สึกเพลิดเพลินไปกับมัน เกิดความหลงมัวเมาในอารมณ์ต่างๆ แต่บางคราวก็ทำให้ใจเราต้องเจ็บปวดรวดร้าวแสนทรมาน เกิดความท้อแท้ละเหี่ยใจ แต่เราก็ยังคงเต็มใจที่จะวิ่งวุ่นไปกับมัน วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า อย่างไม่มีวันฉุกใจคิดเบื่อหน่ายกันบ้างเลย

.

ถ้าวันนี้เรายังไม่ตาย ก็ถือว่าโชคดีที่รอดไปได้อีกหนึ่งวัน แต่เราจะไม่โชคดีอย่างนี้ตลอดไป วันหนึ่งเราก็ต้องเผชิญกับความตาย ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่า วันนี้เราจะไม่ตาย วันหนึ่งๆสัตว์โลกตายกันวันละเท่าไร? ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้แน่ๆก็คือ มีสัตว์ตายทุกวัน ทั้งคนและสัตว์ ตายกันเป็นเบือในแต่ละวัน เราก็ได้แต่ทำใจรอคอยว่า วันไหน?เวลาไหน?จะถึงทีเราตายบ้างเท่านั้นเอง

.

ถามตัวเองหน่อยได้ไหม? เราพร้อมจะตายหรือยัง? ถ้ายัง เราจะรออะไรอยู่? ถ้าเราไม่ทำตัวเองให้พร้อมที่จะตาย ก็ไม่มีใครมาช่วยทำให้เราได้ แต่ความตายมันไม่ใจดี รอให้เราพร้อมเสียก่อนค่อยตาย ถึงเวลาเมื่อไร มันก็สังหารปลิดชีพเราให้ตายในทันที จะพร้อมหรือไม่พร้อม ก็เป็นอันต้องตาย ตายอย่างไม่มีอำนาจต่อรอง

.

จะไปขอร้องว่า งานยังยุ่งอยู่ รองานเสร็จก่อนค่อยตายไม่ได้หรือ? เมียกำลังท้องอยู่ รอเมียคลอดลูกก่อนค่อยตายเถอะนะ เดี่ยวสิ!! ลูกยังเล็กอยู่ รอให้ลูกโตก่อนค่อยตายได้ไหม?  มิใยที่จะกราบไหว้วิงวอนขอร้องอย่างไร ก็ไม่มีวันที่จะได้รับการผ่อนผันจากพระยามัจจุราชได้เลย สุดท้ายทุกคนก็ต้องตายจากของรักของหวงทั้งหมดไป ตายอย่างทุกข์ทรมาน ด้วยความเป็นห่วงสิ่งนั้น ห่วงสิ่งโน้น และไม่สามารถไขว่คว้าหาสิ่งใดมาเป็นของของตัว สุดท้ายต้องตายอย่างอเนจอนาถ เหลือไว้แต่จิตอนาถาท่องเที่ยวไปในภพทั้งสาม หากจิตใจมิได้มีบุญกุศลหล่อเลี้ยง ก็มีทุคติอบายภูมิเป็นที่ไปเบื้องหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย  โลกล้วนเป็นกันอย่างนี้ ใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ตาม ก็มิอาจหนีพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้เลย เว้นไว้แต่ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีธรรมไว้เต็มเปี่ยมแล้วเท่านั้น ก็จะหนีพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปเสียได้

.

เคยคิดกันบ้างไหม? ทำไมเวลาจะไปวัด ทำบุญตักบาตร ให้ทานบ้างก็ไม่มีเวลา รักษาศีลก็ไม่มีเวลา นั่งสมาธิภาวนาบ้างแม้เล็กน้อย ก็ไม่มีเวลา จะคิดอะไรๆใคร่ครวญให้เป็นอรรถเป็นธรรมบ้างก็ไม่มีเวลา  แต่พอถึงเวลาจะตายเท่านั้น ตายปุ๊บตายปั๊บตายทันที ไม่มีใครมีโอกาสได้ต่อรองกับความตาย  ถ้าใครคิดได้อย่างนี้ เราอาจรู้สึกว่า ลมหายใจของเราพอจะมีคุณค่าขึ้นบ้าง เราหายใจทุกวัน ลมหายใจมันก็หมดไปๆ รู้บ้างไหม? อย่าหายใจทิ้งไปเปล่าๆ โดยไม่ได้แลกเอาบุญกุศลคุณงามความดีมาเก็บไว้ที่ใจให้เต็มเปี่ยม ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เวลายังมีเสมอ และเป็นเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งด้วย มีแต่คนตายเท่านั้นที่ไม่มีเวลา เมื่อไรหมดลม เมื่อนั้นก็หมดเวลา

.

จงรู้ไว้เถิดว่า การเป็นอยู่เพียงวันเดียวแล้วได้ทำความดี ยังมีคุณค่ายิ่งกว่า เป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่หาคุณงามความดีใดๆมิได้เลย ดังนั้น จงอย่าได้ประมาทเวลาว่าไม่สำคัญ แม้เพียงเล็กน้อยแค่วินาทีเดียวก็มีคุณค่า เวลาที่เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี มันก็ไปจากเวลาแต่ละวินาทีรวมๆกันไปนี่เอง

.

ถ้าเราไม่มีเวลาเหลือให้กับการทำความดีบ้างเลย ก็เท่ากับเราเก็บเวลาไว้สำหรับการทำความชั่วเท่านั้น คนเป็นยังมีเวลาที่จะทำอะไรๆได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรู้จักใช้เวลาที่มี ทำในสิ่งที่มีคุณค่าอันควรทำหรือไม่? คนตายไม่มีเวลาที่จะทำอะไรๆได้อีกแล้ว ดังนั้น ถ้าจะทำความดีทีไร ก็บอกไม่มีเวลาทุกที มันก็เท่ากับเสมือนหนึ่งทำตัวเราให้เป็นคนตาย คือตายจากความดีทุกประเภทก่อน จากนั้นก็รอวันตายจริงๆ

.

เพราะเหตุนั้น ปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์ จึงทรงย้ำลงอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยคำตรัสว่า "อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลว่า  "ขอท่านทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" นั่นก็คือ ให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะตายนั่นเอง จงอย่าได้สำนึกเสียใจในภายหลังเลยว่า "โน่นก็ไม่ได้ทำ นี่ก็ไม่ได้ทำ เพราะถ้าตายแล้ว จะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย"

 



ผู้ตั้งกระทู้ ทีมงาน :: วันที่ลงประกาศ 2013-07-21 15:16:17


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล