กราบพระพุทธเจ้าอย่างสนิทใจตลอดอนันตกาล


พระพุทธสิหิงค์งามล้ำ ณ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่

การกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ได้อย่างสนิทใจนั้น สำหรับชาวพุทธเรา ที่มีศรัทธาฝังแน่นในพระพุทธศาสนา ควรต้องกราบได้อย่างสนิทใจอยู่แล้ว และกราบได้อย่างสนิทใจตลอดไปเป็นอกาลิโกเลยทีเดียว ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ใดๆ หรือเพียงแค่เพราะเกิดความประทับใจในอะไรบางสิ่งบางอย่าง
.
แท้จริง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนมีอยู่ภายในใจของชาวพุทธเราทุกคนอยุ่แล้ว ต่างแต่ใครจะมีมากหรือมีน้อยกว่ากันเท่านั้้นเอง ถ้าไม่มีเสียเลย ก็คงไม่มีบุญวาสนาได้เกิดมาเป็นชาวพุทธอย่างแน่นอน
.
พระพุทธ ก็คือ ใจเราที่เป็นผู้รู้ที่บริสุทธิ์ หรือเจือด้วยกิเลสมากน้อยตามขั้นของจิต
พระธรรม ก็คือ สติปัญญาที่เกิดขึ้นทำหน้าที่สังหารกิเลสอยู่ภายในจิต ตราบเท่าที่ยังมีกิเลสอยู่
พระสงฆ์ ก็คือ ผลอันเกิดจากการที่สติปัญญาทำงานสังหารกิเลสภายในจิตได้กี่มากน้อย
.
ถ้าธรรมคือสติปัญญาทำงานสังหารกิเลสได้บริสุทธิ์หมดจดเมื่อใด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะแปรสภาพรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวอยู่ที่ใจ กลายเป็นธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า นิพพานหนึ่งนั่นเอง อันปัจจัยใดๆไม่อาจปรุงแต่งได้อีก เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งฝั่งอันเป็นแดนแห่งความเกษม ก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์ทั้งปวงโดยชอบ
.
ดังนั้น การกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างสนิทใจนั้น ไม่ว่ากาลไหนๆ ก็ควรต้องกราบได้อย่างสนิทใจตลอดไปเป็นอนันตกาล ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ใดๆ มาทำให้เกิดความประทับใจ  หรือไม่ประทับใจ มิฉะนั้นแล้ว การกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะพลอยลุ่มๆดอนๆไปด้วย เพราะเมื่อมีประทับใจ ก็อาจต้องมีอะไรที่ไม่ประทับใจเป็นของคู่กัน
.
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรากฏทางภายนอกก็เป็นเพียงกิริยาอันหนึ่ง จะดีเลิศประเสิรฐเพียงไหน ก็หามีประโยชน์อันใดไม่  หากเราไม่สามารถน้อมนำเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ให้มาปรากฏอยู่ภายในใจของเราได้  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรากฏขึ้นที่ใจของเรานั้นแล คือ องค์พระตถาคตแท้  สมดังที่ธรรมท่านสอนว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นแลได้ชื่อว่า เห็นเราตถาคต"
.
ถ้าเข้าใจได้ดังนี้แล้ว แม้ตัวเราจะอยู่ ณ ที่แสนไกล ก็จะมีความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่า ไม่ได้อยู่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ประหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดเวลา ด้วยความพากความเพียร ความบากบั่นมุ่งมั่น ที่จะขจัดทำลายสังหารกิเลสตัวสกปรกโสมม ที่ฝังจมอยู่ภายในใจ มาแสนนานให้มันหมดสิ้นไป
.
อันผู้มีความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ นั้น ย่อมชื่อว่า เป็นนักรบลูกศิษย์พระตถาคตอยู่แล้ว จงอย่าได้ยอมแพ้พ่ายอย่างคนสิ้นท่า เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าจะได้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุถึงฝั่งอันเป็นแดนแห่งความเกษมของพระขีณาสวะเจ้าทั้งหลาย ก็การได้เห็นพระตถาคตแท้ปราฏขึ้นที่ใจนั่นแล คือการเห็นอันยอดเยี่ยมกว่าสิ่งใดๆในโลก ที่ท่านเรียกว่า ทัศนานุตริยะ และเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่รอให้พวกเราชาวพุทธผู้มีความเพียรทุกคน ได้ชื่นชมอย่างสมใจ ในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
.
ดังนั้น จงอย่าได้สนใจปฏิบัติต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทางภายนอก จนหลงลืมปฏิบัติต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่อยู่ภายในใจตนเอง ธรรมท่านสอนให้โอปนยิโก คือ ถ้าเห็นดีทางภายนอก ก็ให้น้อมเข้ามาไว้ในใจ ว่า ตัวเองมีดีอย่างนั้นไหม? ถ้าไม่มี ก็จงทำให้มีเสีย ถ้าเห็นไม่ดีทางภายนอก ก็ให้น้อมเข้ามาที่ใจ ว่า ความไม่ดีอย่างนั้น ตัวเองมีไหม? ถ้ามี ก็จงเอาออกไปเสีย
.
ถ้าทำได้อย่างนี้ จึงได้ชื่อว่า ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดเวลาด้วยการปฏิบัติบูชา  ก็การบูชานั้น พระบรมศาสดาตรัสไว้เป็น ๒ อย่าง คือ อามิสบูชาอย่างหนึ่ง และปฏิบัติบูชาอย่างหนึ่ง  พระองค์ได้ตรัสสรรเสริญว่า การปฏิบัติบูชานั้น จัดเป็นการบูชาพระตถาคตอย่างยอดเยี่ยม
.
ดังนั้น ชาวพุทธผู้ฉลาดก็ควรรู้จักแยกแยะว่า กาลใดอันควรกระทำอามิสบูชาก็จงทำไป  กาลใดอันควรกระทำปฏิบัติบูชาก็จงทำให้ยิ่ง ทำให้จริง แล้วความสุขหรือความพ้นทุกข์ก็จะมีมาเอง โดยไม่ต้องไปเรียกร้อง หรือขอพรจากท่านผู้ใดเลย



ผู้ตั้งกระทู้ ทีมงาน กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2013-08-03 20:46:16


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล